วารสารวิศวกรรมศาสตร์ ราชมงคลธัญบุรี https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal วารสารวิศวกรรมศาสตร์ ราชมงคลธัญบุรี en-US วารสารวิศวกรรมศาสตร์ ราชมงคลธัญบุรี 1685-5280 การแยกเซลลูเลสและน้ำตาลรีดิวซ์จากสารละลายไฮโดรไลเซท ของหญ้าเนเปียร์ด้วยกระบวนการเมมเบรน Separation of Cellulase and Reducing Sugar from Napier Grass Hydrolyzate by Membrane Filtration https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal/article/view/432 <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>งานวิจัยนี้ศึกษาการแยกเซลลูเลสด้วยการกรองระดับอัลตราฟิลเตรชัน (UF) และการกักกันน้ำตาลรีดิวซ์ด้วยการกรองระดับนาโนฟิลเตรชัน (NF) จากสารละลายไฮโดรไลเซทของหญ้าเนเปียร์ &nbsp;&nbsp;การทดลองประกอบด้วยเมมเบรน 5 ชนิดที่มีน้ำหนักโมเลกุลตัดการกรอง (MWCO) ต่างกันดังนี้ การกรองระดับ UF (PES500,&nbsp; PES100, PES10) และการกรองระดับ NF (NP010, NP030) กระบวน การอัลตราฟิลเตรชันทำการกรองแบบไหลขวางที่อัตราการไหล 3 ค่า (30, 50 และ 75 ml/min) &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;โดยสารละลายเพอร์มิเอตของ UF ถูกป้อนเข้าสู่การกรองนาโนฟิลเตรชันแบบปิดตายที่ความดันคร่อม&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมมเบรน (TMP) 4 ค่า (10, 15, 20 และ 25 bar) ผลการทดลองพบว่า ฟลักซ์เพอร์มิเอตสัมพันธ์กับอัตราการไหลและ TMP อย่างมีนัยสำคัญ เมมเบรน PES100 อัตราการไหล 75 ml/min ให้ค่าฟลักซ์เพอร์มิเอตสูงสุดของการกรอง UF สำหรับค่าการกักกันเซลลูเลส น้ำตาล และเอทานอลของการกรองระดับ UF และ NF สัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับค่า MWCO กลไกฟาล์วลิ่งแบบเค้กบนฐานแบบจำลองเฮอร์เมียร์ให้ค่า R<sup>2</sup> สูงสุด สำหรับฟาล์วลิ่งแบบผันกลับไม่ได้ (IF) พบว่าเมมเบรน PES100 ให้ค่า IF ต่ำที่สุด (14.3%) ณ อัตราการไหลต่ำ (30 ml/min) ซึ่งสัมพันธ์กับค่าฟลักซ์เพอร์มิเอต นอกจากนี้เมื่ออัตราการไหลสูงขึ้น ค่า IF สัมพันธ์กับขนาดรูพรุนและ TMP &nbsp;&nbsp;</p> <p><strong>&nbsp;</strong><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>ไฮโดรไลเซท, อัลตราฟิลเตรชัน, นาโนฟิลเตรชัน, ฟาล์วลิ่ง</p> <p><strong>Abstract </strong></p> <p>This study investigated separation of cellulase by ultrafiltration (UF) and reducing sugar by nanofiltration (NF) from the Napier grass hydrolyzate. Experiments were consisted of 5 membranes with different molecular weight cut-off (MWCO): PES500, PES100, PES10 for UF and NP010, NP030 for NF. The UF cross-flow study was carried out at 3 flow rates (30, 50 and 75 ml/min). Permeate from the UF was used as a feed to a dead-end NF which was operated for 4 transmembrane pressure (TMP) (10, 15, 20 and 25 bar). Results showed that the permeate flux was significantly related to the flow rate and TMP. The PES100 yielded the best flux for UF at 75 ml/min. Also the rejection of cellulase, reducing sugar and ethanol in both UF and NF significantly depended on MWCO. Fouling by cake layer formation provided the highest R<sup>2</sup> based on the Hermia fouling model. The irreversible fouling (IF) of PES100 was the lowest (14.3%) at the low flow rate (30 ml/min) which related to the declining of the permeate flux. In addition, the IF was influenced by the MWCO and TMP in the limit of higher feed flow rate.</p> <p><strong>&nbsp;</strong><strong>Keywords:</strong> Hydrolyzate, ultrafiltration, nanofiltration, fouling</p> มิณฑิตา พิเชฐพงศ์วิมุติ ธีระวัฒน์ เหมือนศรีชัย จุไรวัลย์ รัตนะพิสิฐ ##submission.copyrightStatement## 2019-12-24 2019-12-24 2 1 11 การปรับปรุงการกระจายสินค้าประเ ทอะไหล่ยานยนต์จากประเทศผู้ผลิตไปยัง ตัวแทนจำหน่ายใน ูมิ าคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ The Improvement of Automotive Spare Parts Distribution from Manufacturer Countries to Distributors in South East Asia https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal/article/view/414 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาแนวทางปรับปรุงการกระจายสินค้าที่เหมาะสมและลดเวลานำของสินค้า (lead time) ประเ ทอะไหล่ยานยนต์ จากประเทศผู้ผลิตต้นทาง 4 ประเทศมายังตัวแทนจำหน่ายปลายทางของประเทศต่างๆใน ูมิ าคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยคำสั่งซื้อมีขนาดเล็กไม่สามารถเติมเต็มตู้คอนเทนเนอร์ รวมถึงอุปสงค์มีการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงกะทันหันและยากต่อการพยากรณ์ ซึ่งทำให้ตัวแทนจำหน่ายต้องรอสินค้าเฉลี่ยนานกว่า 6-9 เดือน นับตั้งแต่ส่งคำสั่งซื้อจนสินค้าถึงท่าเรือปลายทาง ทำให้สูญเสียโอกาสในการขายเป็นจำนวนมากถึงร้อยละ 15&nbsp; ทั้งนี้ได้ทำการศึกษาต้นทุนรวมและระยะเวลาในการขนส่งจากข้อมูลการดำเนินงานจริงของการขนส่งในรูปแบบโดยตรงในปีพ.ศ.2560ร่วมกับการสอบถามและสัม าษณ์กลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้อง เปรียบเทียบกับกรณีมีศูนย์กลางกระจายสินค้า&nbsp; จากการศึกษาพบว่าการมีศูนย์กลางกระจายสินค้าในประเทศไทย (คลังสินค้าปลอดอากร) จะสามารถช่วยลดระยะเวลาเฉลี่ยของการรอคอยสินค้าได้ถึง 2-3 เท่า แม้ว่าจะมีต้นทุนรวมในด้านการขนส่ง และกระจายสินค้าที่สูงกว่าเดิมถึงร้อยละ 115 แต่เมื่อได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆพบว่าการลดระยะเวลารอคอยนั้น จะช่วยสนับสนุนให้ยอดขายเพิ่มได้ถึงร้อยละ 30 โดยร้อยละ 15 แรกมาจากการแก้ปัญหาการยกเลิกคำสั่งซื้อ และอีกร้อยละ 15 มาจากการคาดการณ์ว่าจะได้ส่วนแบ่งทางการตลาดมากขึ้น ส่งผลต่อกำไรสุทธิรวมที่สูงขึ้นร้อยละ 0.41 อีกทั้งช่วยลดจำนวนการเก็บสินค้าคงคลัง เวลานำในการเข้าสู่ตลาด เป็นที่พึงพอใจของลูกค้า และสามารถสร้างความได้เปรียบด้านการแข่งขันได้</p> <p>&nbsp;<strong>คำสำคัญ</strong><strong>:</strong> ต้นทุน, การกระจายสินค้า, ประเทศผู้ผลิต, ตัวแทนจำหน่าย, ระยะเวลาการรอคอย, เวลานำ</p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>This research aims to improve and develop an appropriate products delivery and distribution and to reduce delivery lead time from 4 manufacturer countries of automotive spare parts, with insufficient order to fulfill the container, to distributors in South East Asia. Nowadays, Full-Container-Load (FCL) delivery was operated from manufacturer countries to distributor countries. The distributors have been waiting for 6-9 months starting from placing order to receiving goods at destination port. It caused loss in selling opportunity because the customers cancelled the order due to too long waiting time. The result showed that to set up distribution center at Thailand Free Trade zone, to consolidate products from many manufacturers and the deliver to distributors in various countries, can reduce waiting period for about 30%. Although the total delivery and distribution cost is higher about 115% but the customer comments revealed that the delivery and distribution efficiency development can raise total sale up to 30% and net profit increased 0.41%. More advantages are less inventory for distributors, longer product life, higher service level in overview, higher customer satisfaction, higher competition ability, and better company image and reputation leading to customer confidence.</p> <p>&nbsp;<strong>Keywords:</strong> Cost, Distribution, Manufacturer countries, Distributors, Waiting time, Lead time</p> เอื้ออาทร ครูส่ง กมลชนก สุทธิวาทนฤพุฒิ ##submission.copyrightStatement## 2019-12-24 2019-12-24 2 13 24 การพัฒนาเปลือกอาคารผสมเส้นใยมะพร้าว Development of Building Envelope Mixed with Coconut Fiber https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal/article/view/391 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเปลือกอาคารผสมเส้นใยมะพร้าว โดยออกแบบอัตราส่วนปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเ ทที่ 1: ทรายละเอียด: เส้นใยมะพร้าว: น้ำยากันซึม: น้ำประปา จำนวน 6 อัตราส่วน เท่ากับ 1: 3: 0: 0.02: 0.5, 1: 3: 0.05: 0.02: 0.5, 1: 3: 0.1: 0.02: 0.5, 1: 3: 0.15: 0.02: 0.5, 1: 3: 0.2: 0.02: 0.5, และ 1: 3: 0.25: 0.02: 0.5 โดยน้ำหนัก ขึ้นรูปด้วยการหล่อและบ่มในอากาศ ทำการทดสอบคุณสมบัติที่อายุการบ่ม 28 วัน พบว่า การผสมเส้นใยมะพร้าวในปริมาณที่เหมาะสมในเปลือกอาคาร จะสามารถลดความหนาแน่น สัมประสิทธิ์การนำความร้อน และเพิ่มความต้านทานแรงดัดของเปลือกอาคารผสมเส้นใยมะพร้าวได้ ทั้งนี้ อัตราส่วนเปลือกอาคารผสมเส้นใยมะพร้าวที่เหมาะสมที่สุด คือ อัตราส่วน 1: 3: 0.1: 0.02: 0.5 โดยน้ำหนัก โดยมีความหนาแน่นต่ำเพียง 1,582 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร สัมประสิทธิ์การนำความร้อน 0.371 วัตต์ต่อเมตรเคลวิน การดูดซึมน้ำ ร้อยละ 17.31 ความต้านทานแรงอัด 118 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร และมีค่าความต้านทานแรงดัด 29 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร เปลือกอาคารที่พัฒนานี้สามารถนำไปหล่อหรือฉาบเป็นผนังอาคารได้ดี</p> <p><strong>&nbsp;</strong><strong>คำสำคัญ</strong><strong>:</strong> เปลือกอาคาร &nbsp;เส้นใยมะพร้าว &nbsp;สัมประสิทธิ์การนำความร้อน &nbsp;ความต้านทานแรงดัด</p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; The objective of this research is developed the building envelope mixed with coconut fiber. The 6 ratios of Portland cement type 1 mixing of fine sand: coconut fiber: waterproofed liquid: tap water were designed which proportion to 1: 3: 0: 0.02: 0.5, 1: 3: 0.05: 0.02: 0.5, 1: 3: 0.1: 0.02: 0.5, 1: 3: 0.15: 0.02: 0.5, 1: 3: 0.2: 0.02: 0.5, and 1: 3: 0.25: 0.02: 0.5 by weight. The samples were tested to find engineering properties at 28 days of curing in ambient. According to the results, the suitable amount of coconut fiber can reduce the density and thermal conductivity, and increase the bending strength of building envelope mixed with coconut fiber. The 1: 3: 0.1: 0.02: 0.5 of ratio was the suitable ratio to use as the building envelope, and it had the properties as following: density 1,582 kg/m<sup>3</sup>, thermal conductivity coefficient 0.371 watt/m.Kelvin, water absorption 17.31 %, compressive strength 118 ksc, and bending strength 29 ksc. This developed building envelope can apply to cast and plaster as the walls in the building.</p> <p><strong>&nbsp;</strong><strong>Keywords:</strong> building envelope, coconut fiber, thermal conductivity, bending strength</p> กิตติพงษ์ สุวีโร ปราโมทย์ วีรานุกูล กิตติพันธ์ บุญโตสิตระกูล ##submission.copyrightStatement## 2019-12-24 2019-12-24 2 25 35 การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้แบบผสมผสานด้วยการคิดเชิงออกแบบ ร่วมกับหลักการสอนแบบทริซเพื่อส่งเสริมการแก้ปัญหาทางวิศวกรรม ของนิสิตนักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ระดับปริญญาบัณฑิต Development of Blended Learning Model with Design Thinking and TRIZ Principles... https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal/article/view/447 <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนรู้แบบผสมผสานด้วยการคิดเชิงออกแบบร่วมกับหลักการสอนแบบทริซ เพื่อส่งเสริมการแก้ปัญหาทางวิศวกรรมของนิสิตนักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ระดับปริญญาบัณฑิต กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นิสิตนักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ระดับปริญญาบัณฑิตที่ลงทะเบียนเรียนในรายวิชา การออกแบบและสร้างชิ้นส่วนผลิต ัณฑ์อุตสาหกรรม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แบบสัม าษณ์ผู้เชี่ยวชาญ 2) แผนการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานด้วยการคิดเชิงออกแบบร่วมกับหลักการสอนแบบทริซ 3) แบบประเมินรูปแบบการเรียนรู้แบบผสมผสานด้วยการคิดเชิงออกแบบร่วมกับหลักการสอนแบบทริซ 4) แบบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิศวกรรม 5) แบบประเมินผลงานนวัตกรรม 6) แบบสังเกตพฤติกรรม 7) แบบสอบถามความคิดเห็นที่มีต่อรูปแบบการเรียนรู้แบบผสมผสาน ฯ 8) บทเรียนออนไลน์โดยใช้ระบบจัดการเรียนรู้ สถิตที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย () ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ทดสอบสมมุติฐานด้วย t-test dependent</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการเรียนรู้แบบผสมผสานด้วยการคิดเชิงออกแบบร่วมกับหลักการสอนแบบทริซ มีองค์ประกอบได้ แก่ 1) การเรียนแบบเผชิญหน้า 2) การเรียนแบบออนไลน์ 3) การติดต่อสื่อสาร 4) ระบบจัดการเรียนรู้ 5) หลักการสอนแบบทริซ ทฤษฎีการแก้ปัญหาเชิงประดิษฐ์คิดค้น ผลการทดลองใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบผสมผสานด้วยการคิดเชิงออกแบบร่วมกับหลักการสอนแบบทริซ เพื่อส่งเสริมการแก้ปัญหาทางวิศวกรรมศาสตร์ระดับปริญญาบัณฑิต ผู้เรียนมีคะแนนความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิศวกรรมศาสตร์ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05</p> <p><strong>&nbsp;</strong><strong>คำสำคัญ: </strong>การเรียนแบบผสมผสาน การคิดเชิงออกแบบ หลักการสอนแบบทริซ (TRIZ) การแก้ปัญหาทางวิศวกรรม</p> <p><strong>Abstract&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong></p> <p>The research was to develop of blended learning model with design thinking and triz principles to enhance engineering problem solving skills of engineering undergraduate students, the sample used in this research consisted of 35 undergraduate students at Faculty of Engineering, who registered in Industrial engineering design and build. The instruments of this research were: 1) a questionnaire for instructors 2) lesson plans for the blended learning model using design thinking and triz, 3) blended learning model with design thinking and triz principles model assessment, for the blended learning model using design thinking and triz, 4) a engineering problem solving ability test, 5) assessment innoventive 6) a learning behavior observation form, 7) questionnaire for students’ opinion, 8) learning management system on line learning. The data were statistical analyzed by the following instruments percentage, Mean, standard deviation, dependent t-test.</p> <p>The results of this research was as follows. The blended learning model with design thinking and triz principles to enhance engineering problem solving skills of engineering which comprised 1) face to face learning 2)self-paced e-learning 3)communication 4)learning Management System 5) triz : theory of Inventive Problem Solving, The result of experimental from using blended learning model with design thinking and triz principles to enhance engineering problem solving skills of engineering undergraduate students, statistically significant higher than before level of .05</p> <p><strong>&nbsp;</strong><strong>Keywords: </strong>Blended learning, Design thinking, TRIZ, Problem solving.</p> พัชรา วงค์ตาผา เนาวนิตย์ สงคราม ##submission.copyrightStatement## 2019-12-24 2019-12-24 2 37 47 การพิจารณาค่าเฉลี่ยเป้าหมาย สำหรับการผลิตปริมาณมากจากข้อกำหนด สำหรับการแจกแจงสามัญในวิศวกรรมโยธา Determination of the Target Mean Values for Mass Production from the Specifications for Common Distributions in Civil Engineering https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal/article/view/419 <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอกลวิธีพิจารณาค่าเฉลี่ยเป้าหมาย สำหรับการผลิตจากข้อกำหนดของผลิต ัณฑ์ ให้เหมาะสมกับข้อมูลทางสถิติที่มีอยู่ในโรงงาน การพิจารณาค่าเฉลี่ย ขึ้นกับ ข้อกำหนด ค่าสัมประสิทธิ์การแปรผัน และโอกาสที่ค่าตัวแปรจะไม่ต่ำกว่าข้อกำหนด ฟังก์ชันการแจกแจง และพารามิเตอร์รูปร่าง รวมถึงขั้นตอนการคำนวณได้ถูกสรุปไว้การแจกแจงต่าง ๆ ที่ใช้งานอย่างสามัญในวิศวกรรมโยธามี 11 ชนิด ผู้เขียนยังได้พัฒนาโปรแกรมทางคอมพิวเตอร์ MeanProd สำหรับคำนวณและสรุปรายการค่าเฉลี่ยสำหรับการแจกแจงดังกล่าว รวมถึงได้แสดงตัวอย่างการพิจารณาค่าเฉลี่ยกำลังอัดคอนกรีตที่เหมาะสมอีกด้วย</p> <p><strong>&nbsp;</strong><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>ค่าเฉลี่ยกับข้อกำหนด การทดสอบ าวะเข้ารูปสนิท การแจกแจงแบบต่อเนื่อง การแจกแจงไม่ปรกติ การผลิตปริมาณมาก</p> <p><strong>Abstract </strong></p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>The objective of this technical paper was to propose an approach to determine the target mean values for mass production from the specified values suitable to statistical data available in the factory. The determination of the mean values was based on the specified values, the coefficient of variation and the chance that the values of the variable would be less than the specifications. Distribution functions and the corresponding shape parameters as well as calculation procedures were summarized for 11 functions commonly used in civil engineering. The author also developed a computer program MeanProd for calculating and summarizing mean values for all these distributions as well as showing an example to determine suitable mean values of the compressive strength of concrete.&nbsp;</p> <p><strong>&nbsp;</strong><strong>Keywords: </strong>Mean Value and Specification, Goodness-of-Fit Test, Continuous Distribution, Non-normal Distribution, Mass Production.</p> ก้อง กมลเลิศวรา วินัย อวยพรประเสริฐ ##submission.copyrightStatement## 2019-12-24 2019-12-24 2 49 62 การศึกษาเปรียบเทียบการรักษาความชื้นของดิน และการป้องกันวัชพืชจากการใช้ผ้าไม่ทอที่ปักด้วยเข็มปักเป็นวัสดุคลุมดิน กรณีศึกษาการเจริญเติบโตของแคนตาลูป A Comparison Study on Soil Moisture and Protection of Weed using Needle Punch Nonwoven... https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal/article/view/415 <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p><strong>&nbsp; </strong>&nbsp;วัสดุคลุมดิน เป็นวัสดุที่มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อใช้ในการรักษาความชื้นในดิน&nbsp; ในขณะเดียวกันยังสามารถลดปริมาณวัชพืชในแปลงพืช ปัจจุบันวัสดุที่นำมาใช้เป็นวัสดุคลุมดินมีหลากหลายชนิดทั้งที่ได้จากวัสดุธรรมชาติ วัสดุสังเคราะห์ และวัสดุคลุมดินที่เป็นสิ่งทอทางเกษตรเช่น วัสดุคลุมดินจากผ้าไม่ทอ&nbsp; เป็นต้น&nbsp; เมื่อนำเส้นใยพอลิเอสเทอร์ มาทำการพัฒนาเป็นวัสดุคลุมดิน&nbsp; โดยทดลองผลิตเป็นผ้าไม่ทอด้วยเทคนิคปักด้วยเข้มปัก ทั้งหมด 4 ตัวอย่าง ผ้าไม่ทอตัวอย่าง A มวล 47 g/m<sup>2</sup> หนา 0.28 mm, ผ้าไม่ทอตัวอย่าง B มวล 105 g/m2 หนา 0.90 mm, ผ้าไม่ทอตัวอย่าง C มวล 155 g/m<sup>2</sup> หนา 1.27 mm&nbsp; และผ้าไม่ทอตัวอย่าง D มวล 210 g/m<sup>2</sup> หนา 2.62 mm นำผ้าที่ได้ศึกษาสมบัติด้านความแข็งแรงพบว่า ผ้าไม่ทอตัวอย่าง C แข็งแรงมากที่สุด ผ้าไม่ทอตัวอย่าง A และ D ไม่สามารถทดสอบได้เนื่องจากผ้าบาง&nbsp; และหนาเกินไป&nbsp; นอกจากนั้นผ้าไม่ทอทั้ง 4 ตัวอย่าง ยังถูกนำไปศึกษาเป็นวัสดุคลุมดินบนแปลงต้นแคนตาลูป และเปรียบเทียบกับ 3 แปลงได้แก่ แปลงที่ไม่มีวัสดุคลุมดิน, แปลงที่ใช้พลาสติก&nbsp; และแปลงที่ใช้ฟางข้าวเป็นวัสดุคลุมดิน พบว่าแปลงของผ้าไม่ทอตัวอย่าง D สามารถรักษาความชื้นในดินดี จำนวนวัชพืชที่พบมีน้อยลำต้นแคนตาลูปเจริญเติบโตได้ดี&nbsp; ขนาดของผล&nbsp; และใบเมื่อเทียบกับแปลงอื่น แปลงที่ใช้ผ้าไม่ทอตัวอย่าง D ยังได้ผลผลิตดี</p> <p>&nbsp;<strong>คำสำคัญ: </strong>วัสดุคลุมดิน,&nbsp; สิ่งทอทางเกษตร, ผ้าไม่ทอที่ปักด้วยเข็มปัก, แคนตาลูป</p> <p><strong>Abstract </strong></p> <p><strong>&nbsp; </strong>Mulching is mainly help in conserving of soil moisture and also reducing weed growth in cultivation area. Nowadays materials that are used as mulching are varied to natural materials, synthesis materials, and agricultural textile materials such as nonwoven mulching. In this study, polyester fiber is developed into mulching by needle-punched nonwoven technic with four sizes of samples including nonwoven fabric (A) size 47 g/m2 thickness 0.28 mm., nonwoven fabric (B) size 105 g/m2 thickness 0.90 mm., nonwoven fabric (C) size 155 g/m2 thickness 1.27 mm. and nonwoven fabric (D) size 210 g/m2 thickness 2.62 mm. Strength test are conducted on four samples. It is founded that sample C has the highest strength; while sample A and sample D are not capable of the test due to its thickness, too thin and too thick respectively. Moreover, all four samples are studied on cantaloupe cultivation as mulching, comparing to another three cultivations with different mulching: no mulching, plastic sheet mulching, and rice straw mulching. The results show that cultivation using sample D is well conserve of soil moisture, has less weeds, and can grow strong cantaloupe. Sizes of fruits and leaf from sample D cultivation are also good comparing to other cultivations.</p> <p><strong>&nbsp;</strong><strong>Keywords:</strong> mulch, agrotextile, needle punching nonwoven fabric, Cantaloupe</p> บิณฑสันต์ ขวัญข้าว สมนึก สังข์หนู จักรกฤษณ์ เจริญใส ##submission.copyrightStatement## 2019-12-24 2019-12-24 2 63 74 การศึกษาแนวทางการออกแบบและพัฒนาเครื่องนวดกระสอบน้ำตาลทรายในขั้นตอนการลำเลียงกระสอบขึ้นรถบรรทุก A Study of Design and Development Guidelines for Sugar Sack-Threshing Machine on Process of Sacks Transport into a Truck https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal/article/view/488 <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะทางกาย าพของน้ำตาลที่แข็งตัว ายในกระสอบและการศึกษาแรงกดที่ทำให้ก้อนน้ำตาลเกิดการแตกตัว ตลอดจนการศึกษาองค์ประกอบในการออกแบบลูกนวดที่ส่งผลให้ก้อนน้ำตาลเกิดการแตกตัวอย่างมีประสิทธิ าพ โดยใช้การออกแบบลูกนวดที่มีลักษณะคล้ายเฟืองฟันตรง โดยปัจจัยที่ใช้ในการทดสอบ ประกอบด้วย ระยะความสูงของฟันลูกนวด จำนวน 3 ระดับคือ 0.5 1.0 และ 1.5 นิ้ว ความเร็วเชิงเส้นของลูกนวดเท่ากับ 0.086 0.105 และ 0.123 เมตรต่อวินาที จากผลการทดสอบพบว่า ระดับความสูงฟันลูกนวด 1 นิ้ว ความเร็วเชิงเส้นของลูกนวดเท่ากับ 0.105 เมตรต่อวินาที ส่งผลต่อค่าการกด โดยมีค่าความเค้นกดเท่ากับ 40.35 กิโลปาสคาล&nbsp; ความเค้นเฉือนเท่ากับ 15.83 กิโลปาสคาล และมีค่าแรงบิดเท่ากับ 6.03 นิวตันเมตร ผลการทดสอบการกดกับกระสอบน้ำตาลพบว่า ค่าความแข็งโดยเฉลี่ยมีค่าเท่ากับ 50.5 บริเนลล์ ซึ่งผลการทดสอบ แสดงถึงระดับของฟันลูกนวดส่งผลต่อการทำงานของเครื่องนวดกระสอบน้ำตาลทราย โดยที่ช่วงระดับความสูงของฟันลูกนวดที่เหมาะสม มีค่าเท่ากับ 1 นิ้ว ซึ่งระดับความสูงของฟันลูกนวดเพิ่มขึ้นไม่ส่งผลทำให้น้ำตาลมีการแตกตัวดีขึ้น แต่ส่งผลให้ระยะการกดของลูกนวดที่กระทำต่อกระสอบน้ำตาลมีค่ามากขึ้นในทิศทางตรงกันข้าม</p> <p><strong>&nbsp;</strong><strong>คำสำคัญ: &nbsp;</strong>เครื่องนวดกระสอบ &nbsp;ลูกนวด&nbsp; ฟันลูกนวด&nbsp; น้ำตาลทราย</p> <p><strong>Abstract </strong></p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>This research aimed to study physical characteristics of caking of sugar in sacks, the compressive that caused sugar cracking and elements in threshers design that caused to efficient sugar cracking in the way that a thresher design has a similarity of spur gear. Experimental factors consist of 3 levels of a height of rasp – bar type thresher as 0.5, 1.0 and 1.5 inches and linear velocity of threshers as 0.086, 0.105 and 0.123 meters per second. According to the results, it was found that the Rasp - bar type a height of 1 inch and linear velocity of threshers as 0.105 meters per second affected 40.35 kilopascals of compressive stress, 15.83 kilopascal of shear stress and 6.03 new ton meters of torsional moment. Experimental results of sugar sacks compression found that an average of hardness test was equal to 50.5 brinells which revealed that levels of rasp - bar type threshers have an effect on functions of sugar sack-threshing machine. A suitable height range of rasp – bar type thresher was 1 inch. Higher levels had no effect on more sugar dissolving. However, scales of compressive stress of&nbsp; rasp – bar type thresher on sugar sacks increased in the opposite way.&nbsp;</p> <p><strong>&nbsp;</strong><strong>Keywords: </strong>Threshing Machine, Thresher, Rasp-bar type thresher, Sugar</p> ญาญ์ณินท์ จันทร์วิเชียร เชิดพงษ์ เชี่ยวชาญวัฒนา ##submission.copyrightStatement## 2019-12-24 2019-12-24 2 75 86 การศึกษาอัตราเร็วรอบเครื่องยนต์แกโซลีนด้วยการควบคุมตำแหน่ง ของลิ้นควบคุมอัตราเร็วเดินเบา Study of Gasoline Engine Speed by Controlling Position of Idle Speed Control Valve https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal/article/view/430 <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>วัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้คือการออกแบบระบบควบคุมอัตราเร็วรอบเครื่องยนต์แกโซลีนโดยใช้ลิ้นควบคุมอัตราเร็วเดินเบา &nbsp;เครื่องยนต์ที่ทดลองเป็น YAMAHA แบบลูกสูบเดี่ยว ความจุกระบอกสูบ 115 cc. ระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงแบบคาร์บูเรเตอร์&nbsp; เครื่องยนต์ถูกจำลองเป็นระบบอันดับหนึ่งอย่างง่ายและอาศัยโปรแกรม MATLAB R2011a ในการวิเคราะห์&nbsp; ไมโครคอนโทรลเลอร์ dsPIC30F4011 ถูกโปรแกรมด้วย าษา C เป็นตัวควบคุม &nbsp;เมื่อป้อนสัญญาณอ้างอิงแบบขั้นบันไดวิธีออกแบบตัวควบคุมทาง าพของเชนฮรอนเรสวิก (Chien-Hrones-Reswick : CHR) ถูกใช้เพื่อทราบค่าเกนตัวควบคุมพีไอดี &nbsp;การออกแบบตัวควบคุมของ CHR ข้างต้น 2 วิธี ถูกทดลอง คือ วิธี 20% overshoot และ วิธี Least overshoot&nbsp; ผลการทดลองพบว่าวิธี Least overshoot ให้ผลลดการพุ่งเกินและมีสมรรถนะที่ดี&nbsp; สมรรถนะของระบบถูกทดสอบ 3 กรณีคือ &nbsp;การควบคุมอัตราเร็วรอบเครื่องยนต์คงที่&nbsp; การเปลี่ยนอัตราเร็วรอบอ้างอิงแบบฉับพลัน และการรบกวนด้วย าระจากการเบรก&nbsp; ผลการทดสอบพบผลตอบสนองตัวควบคุมที่ออกแบบสามารถติดตามอัตราเร็วรอบอ้างอิงในเวลา &nbsp;1.9 วินาที โดยไม่พบค่าพุ่งเกิน ระบบสามารถกำจัดการรบกวนจากการเบรก ายในเวลา 6 วินาที</p> <p>&nbsp;<strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>เครื่องยนต์แกโซลีน, เชนฮรอนเรสวิก, dsPIC30F4011</p> <p><strong>Abstract </strong></p> <p>The objective of this research was to design a gasoline engine speed control system by using Idle Speed Control Valve (ISCV). The engine of interest was a 115 cc. single-cylinder YAMAHA engine with a carburetor. It was modeled as a first-order linear system for simplicity, and was verified by using MATLAB R2011a. Using the C programming language, a dsPIC30F4011 microcontroller was programmed as the controller. The Chien-Hrones-Reswick (CHR) graphical techniques were used to obtain the PID controller gains when unit step reference inputs were applied to the control system.&nbsp; For this, two possibilities associated with the CHR technique were examined, namely PID 20% overshoot and PID least overshoot. It was found that the PID least overshoot method yielded satisfactory overshoot and performance. Performance of the control system was examined in three experiments.&nbsp; These included constant engine speed control, increasing speed control, and breaking disturbance rejection. It appeared from these experiments that, the output of the system could reach a constant speed reference input within 1.9 seconds, with no overshoot. The breaking disturbance was rejected within 6 seconds.</p> <p><strong>&nbsp;</strong><strong>Keywords: </strong>Gasoline engine, Chien-Hrones-Reswick , dsPIC30F4011.</p> เอกณรงค์ ใจยงค์ ##submission.copyrightStatement## 2019-12-24 2019-12-24 2 87 97 การออกแบบและสร้างเครื่องเหวี่ยงแยกน้ำและน้ำมันในกระบวนการผลิตแคบหมูไร้มัน Design and Construction of Water and Oil Removal Machine for Pork Snack Production https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal/article/view/418 <p>บทคัดย่อ &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p> <p>&nbsp;&nbsp; เครื่องเหวี่ยงแยกน้ำและน้ำมันสำหรับกระบวนการผลิตแคบหมูถูกออกแบบที่มีแกนศูนย์กลางอยู่ร่วมกันและสร้างขึ้นเพื่อลดเวลาการทำงานในกระบวนการผลิตแคบหมู ซึ่งเครื่องประกอบด้วยถังทรงกระบอก 3 ชั้น โดยถังชั้นกลางที่อยู่กับที่เป็นถังทรงกระบอกที่มีรูขนาด 9.5 มิลลิเมตร กระจายทั่วพื้นผิวแนวตั้งของถังเพื่อลดความเร็วของน้ำและน้ำมันก่อนที่จะไปชนถังชั้นนอกเพื่อป้องกันการสะท้อนกลับ ถังชั้นในที่หมุนเพื่อเหวี่ยงแยกน้ำและน้ำมันเป็นถังทรงกระบอกที่มีรูขนาด 8 มิลลิเมตร กระจายทั่วพื้นผิวแนวตั้งของถัง โดยวัสดุที่ทำถังทำจาก Stainless Steel และใช้มอเตอร์ขนาด 1 แรงม้า เป็นต้นกำลัง เมื่อผู้ประกอบการนำเครื่องเหวี่ยงแยกน้ำออกจากหนังหมูไปใช้สามารถลดระยะเวลาในกระบวนการทำงานได้เป็น 10 นาที/ครั้ง ที่ความเร็วรอบ 179 รอบ/นาที ซึ่งเป็นความเร็วรอบที่เหมาะสมในการทำงาน และเมื่อนำเครื่องเหวี่ยงแยกน้ำมันเครื่องใหม่แทนเครื่องเก่าที่ใช้งานอยู่จะสามารถลดระยะเวลาการทำงานลง 6 เท่า ซึ่งเครื่องเก่าที่ผู้ประกอบการใช้งานอยู่สามารถเหวี่ยงแยกน้ำมันออกจากแคบหมูได้ 1 กิโลกรัม/ครั้ง หรือ ½ ถุง/ครั้ง (1ถุงสามารถบรรจุแคบหมูได้ 2 กิโลกรัม) เมื่อใช้เครื่องใหม่สามารถเหวี่ยงแยกน้ำมันออกจากแคบหมูได้ 6 กิโลกรัม/ครั้ง หรือ 3 ถุง/ครั้ง ที่เวลาการเหวี่ยงแยกน้ำมันเท่ากัน อัตราการผลิตแคบหมูโดยเฉลี่ยของผู้ประกอบการ 50 ถุง/วัน ถ้าผู้ประกอบการใช้เครื่องเก่าจะต้องทอดและเหวี่ยงแยกน้ำมัน 100 ครั้ง/วัน แต่เมื่อใช้เครื่องใหม่จะทำงาน 17 ครั้ง/วัน ซึ่งการทำงานจะลดลง 83 ครั้ง/วัน</p> <p>&nbsp;<strong>คำสำคัญ</strong><strong>:</strong> แคบหมู&nbsp; เครื่องสลัด การออกแบบ</p> <p>Abstracts</p> <p>The water and oil removal machine for pork snack production is designed and built to reduce the time spent in the pork snack production process. The machine consists of three concentric cylindrical tanks.&nbsp; The middle tank has 9.5 mm diameter holes distributed on the surface of tank to reduce the speed of water and oil before colliding with the outer tank to prevent the oil reflection. The inner tank with holes of 8 mm is rotated to remove water and oil. The tank material is made from stainless steels and a motor of 1 hp is used for main power. When the manufacturers use this machine for remove water from pigskin, it can reduce the process time to 10 minutes / time at a speed of 179 rpm which is the optimal working speed. For producing pork snack, when this machine is used instead of the old machine, it can reduce the working time by 6 times. The old machine used by the manufacturer can take the oil out of the pork snack 1 kg / time or ½ bag / time. (1 bag contains 2 kg of pork snack). When the new machine is operated, it can remove the oil from pork snack 6 kg / time or 3 bags / time at the same period. The normal rate to produce pork snack is 50 bags per day. If the manufacturer uses the old machine, working 100 times per day are required. However, when the new machine is used, working 17 times a day will be done which can reduce working 83 times a day.&nbsp;</p> <p>&nbsp;Keywords: &nbsp;Pork snack, Centrifugal separator, Design</p> มานพ แย้มแฟง ##submission.copyrightStatement## 2019-12-24 2019-12-24 2 99 111 กำลังอัดและความต้านทานการแทรกซึมคลอไรด์ของคอนกรีตที่ผสมเถ้าลอยและผงหินปูน และใช้เถ้าก้นเตาแทนที่บางส่วนของมวลรวมละเอียด Compressive Strength and Chloride Penetration Resistance of Concrete with Fly Ash, Limestone Powder and Partial Replacement of Fine... https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal/article/view/425 <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>บทความนี้มุ่งศึกษากำลังอัด ความต้านทานการแทรกซึมคลอไรด์และความต้านทานไฟฟ้าของคอนกรีตผสมเถ้าลอยและผงหินปูนแทนที่วัสดุประสาน และใช้เถ้าก้นเตาแทนที่มวลรวมละเอียด ที่มีปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเ ทที่ 1 เป็นวัสดุประสานหลัก ใช้อัตราส่วนน้ำต่อวัสดุประสานเท่ากับ 0.45 และ 0.55 อัตราส่วนการแทนที่วัสดุประสานด้วยเถ้าลอยเท่ากับ 0.30 และ 0.50 อัตราส่วนการแทนที่วัสดุประสานด้วยผงหินปูนเท่ากับ 0.10 ใช้อัตราส่วนการแทนที่มวลรวมละเอียดด้วยเถ้าก้นเตาเท่ากับ&nbsp; 0.10 และ 0.30 บ่มตัวอย่างคอนกรีตในน้ำประปาจนกระทั่งอายุครบ 28 วัน 56 วัน และ 91 วัน จึงทำการทดสอบกำลังอัดและการแทรกซึมคลอไรด์ จากการทดสอบกำลังพบว่าคอนกรีตที่ผสมเถ้าก้นเตาร้อยละ 10 มีกำลังอัดที่สูงกว่าคอนกรีตที่ไม่ผสมเถ้าก้นเตาและคอนคอนกรีตที่ผสมเถ้าก้นเตาร้อยละ 30 ด้านการทดสอบความต้านทานการแทรกซึมคลอไรด์นั้น คอนกรีตที่ผสมเถ้าก้นเตาร้อยละ 10 ร่วมกับเถ้าลอยร้อยละ 30 มีความต้านทานการแทรกซึมคลอไรด์สูงที่สุด และเมื่อดูผลในระยะยาว คอนกรีตที่อายุ 510 วัน ทดสอบด้วยความต้านทานไฟฟ้า พบว่าคอนกรีตที่ผสมเถ้าลอยร้อยละ 50 ร่วมกับเถ้าก้นเตาร้อยละ 10 มีความต้านทานไฟฟ้าของคอนกรีตดีที่สุด</p> <p><strong>&nbsp;</strong><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>คอนกรีต, คลอไรด์, เถ้าก้นเตา, เถ้าลอย, ผงหินปูน</p> <p><strong>Abstract </strong></p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>The paper aims to study compressive strength, chloride penetration resistance and electrical resistivity of concrete with fly ash and bottom ash as partial replacement of fine aggregate. Ordinary Portland cement was used as a main cementitious material. The water to binder ratio was employed at 0.45 and 0.55. The fly ash to binder ratio was kept at 0.30 and 0.50. The limestone powder to binder ratio was kept 0.10. Fine aggregate was partially replaced by bottom ash at the replacement ratio of 0.10 and 0.30. Specimens were cured in tap water until 28, 56 and 91 days, then compressive strength and chloride penetration were performed. From the experimental results, it was found that concrete with bottom ash replacement ratio of 0.10 has higher compressive strength than concrete without bottom ash and concrete with bottom ash replacement of 0.30. Chloride penetration test concrete with bottom ash replacement of 0.10 and fly ash to binder ratio of 0.30 has the highest chloride penetration resistance.&nbsp; Moreover, concrete with 50% of cement replacement by fly ash and 10% of fine aggregate replacement by bottom ash has the best electrical resistivity at 510 days..&nbsp;</p> <p><strong>&nbsp;</strong><strong>Keywords: </strong>Concrete, Chloride, Bottom ash, Fly ash, Limestone powder</p> ศิระ อาทมาท ทวีชัย สำราญวานิช ##submission.copyrightStatement## 2019-12-24 2019-12-24 2 113 125 เครื่องเทอร์โมฟอร์มิ่งสำหรับขึ้นรูปถาดบรรจุข้าวแต๋น Thermoforming Machine For Produced of the Kaotan Packaging https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal/article/view/465 <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบและจัดสร้างเครื่องเทอร์โมฟอร์มมิ่งขนาดเล็ก โดยมีหลักการทำงานคือ แผ่นพอลิเอทิลีนเทเรฟทาเลตขนาดความหนา 0.3 มิลลิเมตรที่ถูกลำเลียงมาอย่างต่อเนื่องมายังตำแหน่งแม่พิมพ์ จากนั้นแผ่นพอลิเอทิลีนเทเรฟทาเลตจะถูกให้ความร้อนด้วยฮีตเตอร์อินฟราเรดช่วงอุณห ูมิ&nbsp; 240 <sup>o</sup>C ถึง 260 <sup>o</sup>C จนอ่อนตัวและถูกดึงขึ้นรูปด้วยแรงดูดสุญญากาศ ายในแม่พิมพ์ และถูกลำเลียงไปยังชุดตัดให้ได้รูปทรง าชนะบรรจุ ัณฑ์ที่ต้องการ&nbsp; สำหรับ าชนะบรรจุผลิต ัณฑ์ที่ได้ถูกออกแบบให้มีช่องบรรจุที่เหมาะสมกับขนาดข้าวแต๋น&nbsp; ทำให้ไม่ให้เกิดความเสียหายจากการกระแทกทางด้านข้างระหว่างขนย้าย&nbsp; รวมทั้งสามารถสร้างตราสัญลักษณ์เครื่องหมายการค้าของตนเองลงบน าชนะได้อีกด้วย ผลการดำเนินงานพบว่าเครื่องเทอร์โมฟอร์มมิ่งสามารถขึ้นรูปชิ้นงาน าชนะบรรจุผลิต ัณฑ์ข้าวแต๋นได้ตามวัตถุประสงค์ของการออกแบบ&nbsp; ส าวะการผลิตที่เหมาะสมคือที่อุณห ูมิการผลิต 260 <sup>๐</sup>C เวลาในการให้ความร้อนแก่แผ่นพอลิเอทิลีนเทเรฟทาเลตเท่ากับ 20 วินาที เวลาในการขึ้นรูปเท่ากับ 5 วินาที และความดันการขึ้นรูปเท่ากับ 0.005 บาร์ ผลการวิเคราะห์ความหนาของ าชนะบรรจุ ัณฑ์พบว่าบริเวณส่วนกลางของหลุมชิ้นงานมีขนาดหนามากที่สุดจากนั้นมีแนวโน้มที่จะลดลงอย่างต่อเนื่องจนถึงบริเวณขอบของชิ้นงาน กำลังการผลิตที่เครื่องเทอร์โมฟอร์มมิ่งทำได้คือ 704 ชิ้นงานต่อวัน ผลการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์พบว่าต้นทุนการการผลิต าชนะบรรจุ ัณฑ์พลาสติกด้วยเครื่องเทอร์โมฟอร์มมิ่งเท่ากับ 2.14 บาทต่อชิ้นงาน และมีระยะเวลาคืนทุนเท่ากับ 2 ปี 2 เดือน</p> <p><strong>&nbsp;</strong><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>เครื่องเทอร์โมฟอร์มมิ่ง, าชนะบรรจุ ัณฑ์พลาสติก, ข้าวแต๋น, แม่พิมพ์</p> <p><strong>Abstract </strong></p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>This research aims to design and produce a small thermoforming machine. The working principle of the machine was to continuously feed a 0.3 millimeter thick polyethylene terephthalate sheet into the mold position. The polyethylene terephthalate sheet was heated by infrared heater at a temperature range of 240 <sup>o</sup>C to 260 <sup>o</sup>C until softened. Then the softened sheet was pulled by vacuuming force inside the mold.&nbsp; Finally it was fed to the cutting unit to achieve the desired container shape for Kaotan packaging. The Kaotan packaging was designed to have a suitable compartment for the Kaotan product size and to prevent damage from side impact during transportation. Manufacturers could also be able to put their own logos or trade marks on the kaotan packages. Results showed that the constructed thermoforming machine was able to mold the kaotan packaging container according to purpose of the design. The suitable producing condition for thermoforming machine was optimum production temperature of 260 <sup>o</sup>C. The preheating time (PT) and Vacuum forming time (VFT) were 20 seconds and 5 seconds, respectively. The vacuum pressure used in forming was 0.005 bar. Analysis of thickness of kaotan packaging revealed that the container was thickest at the center and tended to get continuously thinner towards the edge of the kaotan packaging. Production capacity of the thermoforming machine was 704 pieces per day. The economic analysis showed that the cost of producing kaotan packaging with thermoforming machines was 2.14 baht per piece, with a return of investment within a period of 2 years and 2 months.</p> <p><strong>&nbsp;</strong><strong>Keywords: </strong>Thermoforming machine, Plastic Sheet Packaging, Rice Snack (Kaotan), &nbsp;Mould</p> กนต์ธีร์ สุขตากจันทร์ ดอน วิละคำ นเรศ อินต๊ะวงค์ ##submission.copyrightStatement## 2019-12-24 2019-12-24 2 127 138 ผลของอุณห ูมิและการดัดแปลงส าพบรรยากาศในบรรจุ ัณฑ์ต่ออายุการเก็บรักษารากบัวสดตัดแต่ง Effects of temperature and modified atmosphere packaging (MAP) on storage life of fresh cut lotus root https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal/article/view/429 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของอุณห ูมิและการดัดแปลงส าพบรรยากาศในบรรจุ ัณฑ์ต่ออายุการเก็บรักษารากบัวสดตัดแต่ง โดยบรรจุรากบัวสดตัดแต่งความหนา 1 cm บนถาด (150 g ต่อถาด) และบรรจุในถุงชนิดโพลิโพรพิลีนที่มีการปรับปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์และอุณห ูมิการเก็บรักษา ประกอบด้วย 28% CO<sub>2 </sub>เก็บรักษาที่ 4±1°C และ 28% CO<sub>2</sub> เก็บรักษาที่ 27±1°C และตัวอย่างควบคุมบรรจุในบรรจุ ัณฑ์ที่ไม่มีการดัดแปลงส าพบรรยากาศมีคาร์บอนไดออกไซด์เริ่มต้น 0.6% และจัดเก็บที่อุณห ูมิเดียวกัน (0.6% CO<sub>2</sub>, 4±1°C storage และ 0.6% CO<sub>2</sub>, 27±1°C storage) ระหว่างการเก็บรักษา 15 วัน ทำการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงทางกาย าพและทางเคมีของรากบัวสดตัดแต่งระหว่างการเก็บรักษารากบัวสดตัดแต่งที่ 27±1°C ในบรรจุ ัณฑ์ที่ไม่มีการดัดแปลงส าพบรรยากาศพบว่าคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P≤0.05) ในขณะที่การเก็บรักษาที่อุณห ูมิต่ำ (4±1°C) ช่วยชะลอการเพิ่มขึ้นของปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ บรรจุ ัณฑ์ที่มีการดัดแปลงส าพบรรยากาศในบรรจุ ัณฑ์ร่วมกับการเก็บที่อุณห ูมิต่ำมีการเปลี่ยนแปลงของปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์เพียงเล็กน้อย (28-31%) ในช่วง 9 วัน และเมื่อสิ้นสุดการเก็บรักษารากบัวสดตัดแต่งที่ 15 วัน ให้ค่าปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรจุ ัณฑ์เป็น 40% การเก็บรักษารากบัวสดตัดแต่งพบว่าค่าความสว่าง (L*) ค่าความแข็ง ปริมาณความชื้น ค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) มีแนวโน้มลดลง และในทางตรงกันข้ามค่าความเป็นสีแดง (a*) และค่าความเป็นสีเหลือง (b*) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในทุกส าวะการทดสอบ ดังนั้นการเก็บรักษารากบัวสดตัดแต่งที่อุณห ูมิต่ำ (4±1°C) ร่วมกับการดัดแปลงส าพบรรยากาศในบรรจุ ัณฑ์ช่วยลดการเปลี่ยนแปลงสมบัติทางกาย าพและทางเคมีได้</p> <p>&nbsp;<strong>คำสำคัญ </strong><strong>:</strong> รากบัว, การดัดแปลงส าพบรรยากาศในบรรจุ ัณฑ์, คาร์บอนไดออกไซด์, การเก็บรักษา</p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; This research aimed to study the effects of temperature and modified atmosphere packaging (MAP) on storage life of fresh cut lotus root. The Fresh cut of lotus roots was sliced into 1 cm in thickness, placed on trays (150 g/tray) and packed in polypropylene bags after that filled with different carbon dioxide composition and different storage temperature, i.e. 28% CO<sub>2</sub>, 4±1°C storage and 28% CO<sub>2</sub>, 27±1°C storage. Other slices of sample were packed at non-modified atmospheres packaging as a control (0.6% CO<sub>2</sub>) and stored at same temperature (0.6% CO<sub>2, </sub>4±1°C and 0.6% CO<sub>2, </sub>27±1°C). At 15 days of storage, the physicochemical properties of fresh cut lotus root were analyzed. Storage fresh cut of lotus roots at 27±1°C (Control) was found that carbon dioxide concentration significantly increased (P≤0.05) whereas storage at low temperatures (4±1°C) the slowdown in the rise of CO<sub>2</sub> was observed. Modified atmosphere packaging (MAP) with storage in low temperature was showed a slight change in CO<sub>2</sub> (28-31%) over a 9 days period, whereas CO<sub>2</sub> increased to 40% at the end of storage with 15 days. The lightness, hardness, moisture content and pH value of treatments were decreased when the level of redness and yellowness were increased in all test conditions. Low temperatures storage (4±1°C) combined with modified atmosphere packaging (MAP) of fresh cut lotus root retarded with a change in physical and chemical properties.</p> <p>&nbsp;<strong>Keywords:</strong> Lotus root, Modified atmosphere packaging, Carbon dioxide, Storage</p> สุนัน ปานสาคร จตุรงค์ ลังกาพินธุ์ ##submission.copyrightStatement## 2019-12-24 2019-12-24 2 139 150 สมการจลนพลศาสตร์การอบแห้งที่เหมาะสมของผลพลับ Drying Kinetics Equations of Persimmons Fruits https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal/article/view/435 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาสมการจลนพลศาสตร์ของการอบแห้งผลพลับที่เหมาะสม ด้วยการทดลองอบแห้งด้วยลมร้อนที่อุณห ูมิ 45<sup>o</sup>C, 55<sup>o</sup>C และ 65<sup>o</sup>C ที่ความเร็วของลมร้อนเท่ากับ 1 m/s ผลพลับที่ใช้มีขนาดของรัศมีเฉลี่ยในช่วง 2.9 ถึง 3.1 เซนติเมตร พลับมีความชื้นเริ่มต้น 470±10% มาตรฐานแห้ง อบแห้งจนพลับมีความชื้นลดลงเหลือ 30± 2 % มาตรฐานแห้ง จากการนำข้อมูลการทดลองมาวิเคราะห์หาค่าสัมประสิทธิ์การแพร่ความชื้นด้วยการใช้สมการจลนพลศาสตร์ทางทฤษฎีที่สมมุติให้พลับมีลักษณะเป็นทรงกลม และหาค่าคงที่การอบแห้งด้วยการใช้สมการจลนพลศาสตร์กึ่งทฤษฎีรูปแบบต่าง ๆ และสมการจลนพลศาสตร์เอมพิริคัลตามรูปแบบของ Page การวิเคราะห์หาค่าพารามิเตอร์ต่างๆ เหล่านี้ใช้การฟิตข้อมูลการทดลองเข้ากับสมการรูปแบบต่างดังกล่าวด้วยวิธีกำลังสองน้อยที่สุด การหาสมการจลนพลศาสตร์ที่เหมาะสมจะใช้ค่าสัมประสิทธิ์การตัดสินใจ ค่ารากที่สองของความคลาดเคลื่อนกำลังสองเฉลี่ย และค่าเปอร์เซ็นต์ความคลาดเคลื่อนสัมบูรณ์เฉลี่ยในการตัดสินใจซึ่งพบว่า สมการจลนพลศาสตร์เอมพิริคัลตามรูปแบบของ Page สามารถทำนายพฤติกรรมการลดลงของความชื้นของพลับได้ใกล้เคียงกับข้อมูลการทดลองมากที่สุด</p> <p>&nbsp;<strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>พลับอบแห้ง จลนพลศาสตร์การอบแห้ง สัมประสิทธิ์การแพร่ความชื้น ค่าคงที่การอบแห้ง</p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p>The objective of this research is to develop the drying kinetic equations of persimmons fruits. The experiments were carried out at drying air temperatures of 45<sup>๐</sup>C, 55<sup>๐</sup>C and 65<sup>๐</sup>C with a constant hot air velocity of 1 m/s. The average fruit radii varied between 2.9 and 3.1 cm.&nbsp; The initial moisture content was about 470±10% on a dry-basis. The drying process continued until the final fruit moisture content was about 30± 2 % on a dry-basis. Drying kinetic equations such as the theoretical model, semi- theoretical model and empirical model were studied. The parameters of those equations such as the effective diffusion coefficients and the drying constant were determined and developed by the method of least squares. The values of the coefficient of determination, root mean square error and mean absolute percentage error were used for selecting the appropriate equation. For drying kinetics, the best fit with the experiment data was the Page equation.</p> <p>&nbsp;<strong>Keywords: </strong>Dried persimmons, Drying kinetics, Effective moisture diffusivities<strong>, </strong>Drying constant.</p> ศิวะ อัจฉริยวิริยะ อารีย์ อัจฉริยวิริยะ ธนิดา เกตุวิจิตรชัย ##submission.copyrightStatement## 2019-12-24 2019-12-24 2 151 162 อิทธิพลของรูปร่างเครื่องมือตัดในงานกลึงเหล็กกล้าคาร์บอน S50C ปราศจากสารหล่อเย็นสำหรับผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ The Influence of Cutting Tool Geometry in a Dry Turning Operation of Carbon Steel (S50C) in Automotive Parts Production https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal/article/view/451 <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp; </strong>งานวิจัยนี้ศึกษารูปร่างของเครื่องมือตัด ายใต้ส าวะการตัดเฉือน และพฤติกรรมการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของเศษ อุณห ูมิการตัดเฉือน และความหยาบผิวในการกลึงของเหล็กกล้าคาร์บอนปานกลาง เกรด S50C โดยมีตัวแปรหลักคือ มุมเดินเข้าสู่ชิ้นงาน และมุมคาย ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยการศึกษาครั้งนี้จะใช้วิธีการทดลองด้วยมุมเดินเข้าสู่ชิ้นงาน 5 ค่าคือ -10<sup>o</sup>, -5<sup>o</sup>, 0<sup>o</sup>, 5<sup>o</sup>, 10<sup>o</sup> และมุมคาย 5 ค่าคือ -10<sup>o</sup>, -5<sup>o</sup>, 0<sup>o</sup>, 5<sup>o</sup>, 10<sup>o</sup> โดยใช้ค่าคงที่ คือ ความเร็วตัด 70 เมตรต่อนาที อัตราการป้อนตัด 0.5 มิลลิเมตรต่อคมตัดต่อรอบ และความลึกในการป้อนตัด 0.5 มิลลิเมตร โดยใช้วัสดุเครื่องมือตัดประเ ทเหล็กกล้าความเร็วรอบสูง เกรด P ขนาดหน้าตัด 14x14 มิลลิเมตร การทดลองนี้ใช้กระบวนการกลึงปอกเหล็กกล้าคาร์บอนปานกลาง S50C โดยมุมเดินเข้าสู่ชิ้นงานและมุมคายที่เปลี่ยนไป หลังจากนั้นนำค่าที่ทดลองของแต่ละมุมมาเปรียบเทียบกับการทดลองของมุมมาตรฐาน จากผลการทดลองพบว่าเมื่อมุมเดินเข้าสู่ชิ้นงานมากขึ้น ค่าความสึกหรอที่เกิดขึ้นบนเครื่องมือตัดมีค่าน้อยที่สุด คือ มุมเดินเข้าสู่ชิ้นงาน 10° ร่วมกับมุมคาย 5° อุณห ูมิที่เกิดขึ้นบนเครื่องมือตัดน้อยที่สุดคือ มุมเดินเข้าสู่ชิ้นงาน -5° ที่มุมคาย 10° มีค่าอุณห ูมิต่ำสุดอยู่ที่ 51.31 องศาเซลเซียส และความหยาบผิวที่มีค่าน้อยที่สุดคือที่มุมเดินเข้าสู่ชิ้นงาน 10° ร่วมกับมุมคาย 0° มีค่าความหยาบผิวเฉลี่ยอยู่ที่ 2.25 µm</p> <p><strong>&nbsp;</strong><strong>คำสำคัญ </strong><strong>: </strong>มุมเดินเข้าสู่ชิ้นงาน มุมคาย เครื่องมือตัด การสึกหรอ</p> <p><strong>Abstract </strong></p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>This research aims to investigate an influence of cutting tool geometry in a dry turning operation of the medium carbon steel (S50C) on a chip formation, cutting temperature, and surface roughness. Entering and rack angles were the main process parameters in this study ranged between -10<sup>o</sup> and 10<sup>o</sup> (-10<sup>o</sup>, -5<sup>o</sup>,0<sup>o</sup>,5<sup>o</sup>,10<sup>o</sup>) for both parameters, while other parameters, including cutting speed, feed rate and depth of cut, were fixed at 70 m/min, 0.5 mm/tooth/rev, and 0.5 mm, respectively. The cutting tool was a high speed steel (HSS) classification P with a cross-section of 14x14 mm.&nbsp; Based on the experimental results, it can be concluded that a tool wear, cutting temperature, and surface roughness can be reduced when the entering angle was increased. It can be found that a combination of 10° entering angle and 5° rack angle, -5° entering angle and 10° rack angle, and 10° entering angle and 0° rack angle resulted in the lowest tool wear, the lowest cutting temperature, and the lowest surface roughness in this study.&nbsp;</p> <p><strong>&nbsp;</strong><strong>Keywords : </strong>Entering Angle<strong>,</strong> Rack Angle<strong>, </strong>Cutting Tool, Wear</p> ไพศาล ทองสงค์ ศิริชัย ต่อสกุล พันธุ์พงษ์ คงพันธุ์ ประจักษ์ อ่างบุญตา ##submission.copyrightStatement## 2019-12-24 2019-12-24 2 163 171 ผลกระทบของแรงและเวลาอัดในกระบวนการเชื่อมเสียดทานที่มีผลต่อโครงสร้างจุล าคและสมบัติทางกลของรอยต่อระหว่างเหล็กกล้าคาร์บอน AISI 1045 และเหล็กกล้าไร้สนิม AISI 304 Effects of Compressive Force and Time in Friction Welding Process on Microstructure... https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal/article/view/459 <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>การเชื่อมเสียดทานเป็นกระบวนการเชื่อมในส าวะของแข็งที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน เนื่องจากมีข้อดีหลายประการ เช่น เกิดความร้อนในกระบวนการเชื่อมต่ำ ประสิทธิ าพการผลิตสูง มีความสะดวกในการผลิต และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม วัสดุที่ยากต่อการเชื่อมในส าวะการเชื่อมแบบหลอมละลายสามารถเชื่อมได้โดยการเชื่อมเสียดทาน ด้วยเหตุนี้งานวิจัยในครั้งนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่อศึกษาโครงสร้างจุล าคและสมบัติทางกลของรอยต่อเชื่อมเสียดทานระหว่างเหล็กกล้าคาร์บอน AISI 1045 กับเหล็กกล้าไร้สนิม AISI 304 ซึ่งมีตัวแปรการเชื่อม คือ ความเร็วหมุนเชื่อม คือ 1400 รอบต่อนาที แรงดันเสียดทาน คือ 40 บาร์ แรงดันอัด 3 ระดับ คือ 40 50 60 บาร์ เวลาเสียดทาน คือ 3 วินาที และเวลาอัด 3 ระดับ คือ 3 5 7 วินาที ผลการทดลองพบว่า ตัวแปรการเชื่อมส่งผลต่อความแข็งแรงดึงของรอยเชื่อม ค่าความแข็งแรงดึงสูงสุดของรอยต่อมีค่าเท่ากับ 729.8 MPa สำหรับรอยเชื่อมที่ทดลอง ายใต้ปัจจัยการเชื่อมเสียดทานด้วยแรงดันอัด 40 บาร์ เวลาอัด 3 วินาที</p> <p><strong>&nbsp;</strong><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>การเชื่อมเสียดทาน โครงสร้างจุล าค สมบัติทางกล เหล็กกล้าคาร์บอน เหล็กกล้าไร้สนิม</p> <p><strong>Abstract </strong></p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>Friction welding is a solid-state welding process, which is widely used due to its low heat generation, high production efficiency, production convenience, and environmental friendliness. Difficult to fusion weld materials could be success weld by this process. Therefore, this study aimed to determine the microstructure and mechanical properties of friction welding joint between the carbon steel AISI 1045 and the stainless steel AISI 304. The welding process parameter consisted of a rotation speed of 1400 rpm, a friction pressure of 40 bar, 3 levels of compressive pressure (40, 50 and 60 bar), 3 seconds friction time, and compression times of 3, 5 and 7 seconds, respectively. The results showed that the welding process parameter affected to vary the tensile strength of the joint. The maximum tensile strength of 729.8 MPa could be observed when the compressive time of 40 bar, the friction time of 3 seconds, and compress time of 3 seconds, were applied.</p> <p><strong>&nbsp;</strong><strong>Keywords: </strong>friction welding, microstructure, mechanical properties, carbon steel, stainless steel.</p> วรพงค์ บุญช่วยแทน รอมฎอน บูระพา วรรธนพร ชีววุฒิพงศ์ ##submission.copyrightStatement## 2019-12-24 2019-12-24 2 173 187 อินเวอร์เตอร์หลายระดับแบบที 19 ระดับ 3 เฟส ที่มีความเพี้ยนฮาร์มอนิกรวมต่ำ 3-phase 19-level T-type Multilevel Inverter Based Low Total Harmonic Distortion https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal/article/view/472 <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>การออกแบบอินเวอร์เตอร์หลายระดับที่ดีต้องให้รูปคลื่นแรงดันด้านออกมีระดับขั้นบันไดอยู่บนรูปคลื่นไซน์เปรียบเทียบทุกระดับ ผลที่เกิดขึ้นความเพี้ยนฮาร์มอนิกรวมต่ำ อินเวอร์เตอร์หลายระดับที่มีระดับสูงเมื่อถูกควบคุมด้วยวิธีสเปซเวกเตอร์ รูปคลื่นแรงดันออกที่ระดับขั้นบันไดสูงจะอยู่นอกรูปคลื่นไซน์เปรียบเทียบ ส่งผลให้ความเพี้ยนฮาร์มอนิกรวมสูง บทความนี้นำเสนออินเวอร์เตอร์หลายระดับแบบที 19 ระดับ 3 เฟส ควบคุมด้วยวิธีสเปซเวกเตอร์แบบปรับตำแหน่งเวกเตอร์ เพื่อให้แรงดันระดับขั้นบันไดอยู่บนรูปคลื่นไซน์เปรียบเทียบทุกระดับ เวกเตอร์ถูกปรับจากแบบดั้งเดิม 18 ตำแหน่ง ตำแหน่งของเวกเตอร์ทำให้ทราบแรงดันดีซีลิงค์ของอินเวอร์เตอร์ 3 เฟส ที่ใช้สำหรับออกแบบ โดยมีตำแหน่งมุมของการสวิตซ์ทั้งหมด 54 ส าวะ ผลการทดลองเมื่อใช้อินเวอร์เตอร์หลายระดับแบบที 19 ระดับ 3 เฟส ที่นำเสนอขับมอเตอร์เหนี่ยวนำ 3 เฟส 4 ขั้ว พิกัด ¼ แรงม้า ผลเกิดค่าความเพี้ยนฮาร์มอนิกรวมของแรงดันและกระแสอยู่ที่ 4.1% และ 1.1% ตามลำดับ&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;</p> <p><strong>&nbsp;</strong><strong>คำสำคัญ: </strong>อินเวอร์เตอร์หลายระดับ ความเพี้ยนฮาร์มอนิกรวม สเปซเวกเตอร์ แรงดันขั้น รูปคลื่นไซน์<br><br></p> <p><strong>Abstract </strong></p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>A good multilevel inverter design, the output voltage waveform must be a staircase waveform that the step voltage is on the sinusoidal waveform referenced at all levels. As a result is a low total harmonic distortion. Multilevel inverter with high levels is controlled by a space vector method. The output waveform at the high staircase level is outside the sinusoidal waveform referenced resulting in a high harmonic distortion. This paper presents a 3-phase 19-level T-type multilevel inverter which is controlled by adjusting vector position of a space vector method. In order to control the step voltage to be on the sinusoidal waveform referenced at all levels; the vector has been adjusted 18 positions from the original position. The position of the vector indicates the DC link voltage of the 3-phase inverter used for the design which has the position of the switching angle of all 54 switches. The experimental results, a 3-phase induction motor with 4 poles rated ¼ HP is driven by the proposed 3-phase 19- level T-type multilevel inverter. The multilevel inverter produces the total harmonic distortion of the voltage and current at 4.1% และ 1.1%, respectively.&nbsp;&nbsp;</p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;</strong><strong>Keywords: </strong>multilevel inverter, total harmonic distortion, space vector, step voltage and sinusoidal waveform</p> ไพโรจน์ ทองประศรี ##submission.copyrightStatement## 2019-12-24 2019-12-24 2 189 203