วารสารวิศวกรรมศาสตร์ ราชมงคลธัญบุรี https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal วารสารวิศวกรรมศาสตร์ ราชมงคลธัญบุรี en-US enjournal@en.rmutt.ac.th (Amonrat Yimyoo) patrapee.s@en.rmutt.ac.th (Patrapee Sunantapot) Fri, 26 Jun 2020 16:15:24 SE Asia Daylight Time OJS 3.1.1.2 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การเพิ่มประสิทธิ าพการบำรุงรักษากระบวนการพ่นสีฝุ่นในโรงงานผลิตผ้าเบรก https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal/article/view/507 <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำแผนการบำรุงรักษาเชิงป้องกันของเครื่องพ่นสีดิสก์เบรกเพื่อเพิ่มเวลาเฉลี่ยระหว่างการเสียหายหรือ MTBF (Mean time between failures) ของบริษัทผลิตผ้าเบรกแห่งหนึ่ง จากการศึกษาเบื้องต้นพบว่า มีแนวโน้มของระยะเวลาเฉลี่ยระหว่างการเสียหายที่เครื่องจักรใช้งานลดลงในช่วงต้นปี 2562 ตั้งแต่เดือนมกราคม-มิถุนายน มีค่าเฉลี่ยระหว่างการเสียหายหรือ MTBF เท่ากับ 146 &nbsp;ชั่วโมงต่อเดือน จึงนำหลัก TPM หรือการบำรุงรักษาเชิงทวีผลโดยรวม (Total Productive Maintenance) มาปรับใช้ด้วยกัน 4 เสาหลักได้แก่ 1.การปรับปรุงเฉพาะเรื่อง (Specific Improvement) &nbsp;2.การบำรุงรักษาด้วยตนเอง (Autonomous Maintenance) 3.การบำรุงรักษาตามแบบแผน (Planned Maintenance) และ 4.การศึกษาและฝึกอบรม (Education/Training) &nbsp;ทำให้เครื่องจักรมีประสิทธิ าพมากขึ้นได้ หลังจากการปรับปรุงพบว่า ค่าเวลาเฉลี่ยระหว่างการเสียหาย หรือ MTBF มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตั้งแต่เดือนกรกฎาคม-พฤศจิกายน โดยก่อนปรับปรุงค่าเฉลี่ยเท่ากับ 146 ชั่วโมง/เดือน หลังปรับปรุงค่าเฉลี่ยเท่ากับ 165 ชั่วโมง/เดือน หรือเพิ่มขึ้น 13 %</p> <p><strong>&nbsp;</strong><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน การบำรุงรักษาเชิงทวีผลโดยรวม เวลาเฉลี่ยระหว่างการเสียหาย เวลาเฉลี่ยในการซ่อมแซม</p> <p><strong>Abstract </strong></p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>The purpose of this research was developing preventive maintenance plan for Powder Coating machine to increase the mean time between failures or MTBF of the Brake Lining Factory. From the initial study, it found that the values of mean time between failures tended to decrease. In the beginning of the year 2019 from January – June the mean time between failures was 146 hours per month. Thus, applied Total Productive Maintenance or TPM together with 4 pillars as follows 1.Specific Improvement 2.Autonomous Maintenance 3.Planned Maintenance and 4.Education/Training. That could make the machine more efficient. The results showed in values of the mean time between failures. The trend was increasing in July - November, before improvement the average to 146 hours per month. After improvement, the average was 165 hours per month or an increase of 13%</p> <p><strong>&nbsp;</strong><strong>Keywords: </strong>Preventive Maintenance, Total Productive Maintenance, Mean time between failures, Mean time to repair</p> ประเสริฐ บุญรอด, ประจวบ กล่อมจิตร ##submission.copyrightStatement## https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal/article/view/507 Fri, 26 Jun 2020 00:00:00 SE Asia Daylight Time การใช้เศษต้นมันสำปะหลังเป็นมวลรวมน้ำหนักเบาสำหรับผลิต ัณฑ์คอนกรีตบล็อกเถ้าแกลบชนิดรับน้ำหนัก https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal/article/view/504 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาคอนกรีตบล็อกเถ้าแกลบผสมเศษต้นมันสำปะหลัง ใช้อัตราส่วนปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเ ท1: เถ้าแกลบ: หินฝุ่น: สารลดน้ำประเ ท A: น้ำประปา เท่ากับ 0.7: 0.3: 10: 0.02: 0.6 โดยน้ำหนักส่วนผสมทั้งหมด แทนที่หินฝุ่นด้วยเศษต้นมันสำปะหลังในปริมาณร้อยละ 0, 1, 3, 6, 9 และ 12 โดยน้ำหนักของหินฝุ่น ขึ้นรูปตัวอย่างคอนกรีตบล็อกทั้ง 6 อัตราส่วนด้วยขั้นตอนการผลิตเช่นเดียวกับคอนกรีตบล็อกทั่วไป ทดสอบสมบัติตามมาตรฐาน มอก.57-2533 จากผลการทดสอบ พบว่า อัตราส่วนคอนกรีตบล็อกเถ้าแกลบผสมเศษต้นมันสำปะหลังที่ดีที่สุด คือ อัตราส่วนที่แทนที่หินฝุ่นด้วยเศษต้นมันสำปะหลังในปริมาณร้อยละ 3 โดยน้ำหนักของหินฝุ่น ซึ่งปริมาณเศษต้นมันสำปะหลังที่เหมาะสม สามารถลดความหนาแน่นหรือน้ำหนักต่อก้อนให้ต่ำลงได้ และช่วยเพิ่มความเป็นฉนวนป้องกันความร้อน เมื่อเปรียบเทียบกับคอนกรีตบล็อกทั่วไป อย่างไรก็ตาม การผสมปริมาณเศษต้นมันสำปะหลังที่มากเกินไป มีผลทำให้การดูดกลืนน้ำเพิ่มขึ้น และความต้านทานแรงอัดลดลง</p> <p><strong>&nbsp;</strong><strong>คำสำคัญ</strong><strong>:</strong> เศษต้นมันสำปะหลัง &nbsp;คอนกรีตบล็อก &nbsp;มวลรวมน้ำหนักเบา</p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; This research aims to develop the rice husk ash concrete blocks mixed with cassava pit waste. The mixing ratio among Portland cement type1: rice husk ash: quarry dust: water reducer type A: tap water that included 0.7: 0.3: 10: 0.02: 0.6 by weight of admixtures. The quarry dust was replaced by cassava pit waste in 0%, 1%, 3%, 6%, 9% and 12 % by weight of quarry dust. The 6 mixing ratios of concrete block samples were casted same as the ordinary concrete blocks and were tested the properties according to the TIS.57-1990 standard. From the results, the best proportion of concrete block mixed with coconut shell ash is 3% replacement of cassava pit waste. The proper ratios of cassava pit waste can decrease the density or weight and increase the thermal insulation of concrete blocks. However, the over amounts of cassava pit waste can increase the water absorption and decrease the compressive strength properties of concrete blocks.</p> <p><strong>&nbsp;</strong><strong>Keywords:</strong> cassava pit waste, concrete block, lightweight aggregate</p> กิตติพันธ์ บุญโตสิตระกูล, กิตติพงษ์ สุวีโร, ปราโมทย์ วีรานุกูล ##submission.copyrightStatement## https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal/article/view/504 Fri, 26 Jun 2020 00:00:00 SE Asia Daylight Time การใช้ประโยชน์จากเศษถนนยางมะตอยเก่าสำหรับผลิต ัณฑ์แผ่นกระเบื้องคอนกรีตปูพื้น https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal/article/view/505 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผลิต ัณฑ์แผ่นกระเบื้องคอนกรีตปูพื้นจากเศษถนนยางมะตอยเก่า ออกแบบอัตราส่วนปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเ ทที่1 ต่อทรายหยาบ ต่อสารลดน้ำประเ ท A ต่อน้ำประปา เท่ากับ 1: 5: 0.02: 0.4 โดยน้ำหนักส่วนผสมทั้งหมด ทำการแทนที่ทรายหยาบด้วยเศษถนนยางมะตอยเก่า เท่ากับ ร้อยละ 0, 10, 20, 30, 40, และ 50 โดยน้ำหนักทรายหยาบ รวมเป็น 6 อัตราส่วน ขึ้นรูปด้วยเครื่องอัดแผ่นกระเบื้องคอนกรีตปูพื้น และทดสอบคุณสมบัติตามมาตรฐานผลิต ัณฑ์อุตสาหกรรมเรื่องกระเบื้องคอนกรีตปูพื้น (มอก.378-2531) จากผลการทดสอบ พบว่า การแทนที่ทรายหยาบด้วยเศษถนนยางมะตอยเก่าร้อยละ 50 โดยน้ำหนักทรายหยาบ เป็นอัตราส่วนที่เหมาะสมที่สุด ทั้งนี้ ปริมาณที่เพิ่มขึ้นของเศษถนนยางมะตอยเก่าในแผ่นกระเบื้องคอนกรีตปูพื้นจะส่งผลต่อการลดลงของค่าการดูดซึมน้ำและสัมประสิทธิ์การนำความร้อน ในขณะที่ความหนาแน่นและความต้านทานแรงดัดมีค่าใกล้เคียงกับแผ่นกระเบื้องคอนกรีตปูพื้นที่ไม่ผสมเศษถนนยางมะตอยเก่า ทั้งนี้แผ่นกระเบื้องคอนกรีตปูพื้นผสมเศษถนนยางมะตอยเก่าที่พัฒนาสามารถใช้งานได้เช่นเดียวกับแผ่นกระเบื้องคอนกรีตปูพื้นทั่วไปในท้องตลาด</p> <p><strong>&nbsp;</strong><strong>คำสำคัญ:</strong> แผ่นกระเบื้องคอนกรีตปูพื้น&nbsp; เศษถนนยางมะตอยเก่า&nbsp; สัมประสิทธิ์การนำความร้อน</p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; The objective of this research is to develop the concrete flooring tile product from old asphalt road waste. The mixing ratio of Portland cement type1: coarse sand: water reducer type A: tap water was equaled to 1: 5: 0.02: 0.4 by weight of admixtures. The coarse sand was replaced by the old asphalt road waste in 0%, 10%, 20%, 30%, 40% and 50% by weight of coarse sand. The 6 mixing ratios of concrete flooring tiles were casted with the compressive machine and were tested the properties according to the TIS.378-1988 standard (concrete flooring tiles). From the results, they were found that the 50% replacement of old asphalt road waste was the proper ratio of concrete flooring tile. The increasing of old asphalt road waste in concrete flooring tile effected to decrease the water absorption and thermal conductivity properties. In term of the density and bending strength properties, there were not many differences when compared to the concrete flooring tile without old asphalt road waste. In conclusion, the developed concrete flooring tile product from old asphalt road waste can use as same as the common concrete flooring tile product in market.</p> <p><strong>&nbsp;</strong><strong>Keywords:</strong> concrete flooring tile, old asphalt road waste, thermal conductivity</p> วิหาร ดีปัญญา, กิตติพงษ์ สุวีโร ##submission.copyrightStatement## https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal/article/view/505 Fri, 26 Jun 2020 00:00:00 SE Asia Daylight Time การคัดเลือกเชื้อเพลิงชีวมวลอัดแท่งที่เหมาะสมจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรโดยใช้เทคนิคประสิทธิ าพแบบไขว้ https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal/article/view/478 <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>แนวคิดในการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงอัดแท่งเป็นหัวข้อที่น่าสนใจ อย่างไรก็ตามถ่านอัดแท่งแต่ละชนิดควรถูกพิจารณาคุณสมบัติที่เกี่ยวข้องหลายอย่างพร้อม ๆ กัน&nbsp; โดยในงานวิจัยนี้ถ่านอัดแท่งจากวัสดุทางการเกษตรจำนวน 7 ชนิด ได้ถูกประเมินประสิทธิ าพและเรียงลำดับความสำคัญ ลำดับแรกถ่านอัดแท่งแต่ละชนิดวัสดุจะถูกนำไปทดสอบคุณสมบัติที่สำคัญ ได้แก่ ค่าความร้อน ปริมาณคาร์บอนคงตัว ปริมาณความชื้น และปริมาณเถ้า หลังจากนั้นการวิเคราะห์การล้อมกรอบข้อมูล (Data Envelopment Analysis; DEA) จะถูกใช้สำหรับคำนวณประสิทธิ าพของแต่ละวัสดุ สุดท้ายถ่านอัดแท่งแต่ละชนิดจะถูกประเมินความสำคัญโดยใช้เทคนิคประสิทธิ าพแบบไขว้ (DEA Cross -efficiency) ผลการศึกษาพบว่าขี้เลื่อย และกะลามะพร้าว เป็นพลังงานทางเลือกที่มีประสิทธิ าพ (ค่าคะแนนประสิทธิ าพเท่ากับ 1) โดยเรียงลำดับความสำคัญได้ดังนี้ กะลามะพร้าว ขี้เลื่อย กากอ้อย กกธูปฤาษี&nbsp; แกลบ ไมยราบ และ ผักตบชวา ตามลำดับ</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>การวิเคราะห์การล้อมกรอบข้อมูล ถ่านอัดแท่ง ประสิทธิ าพแบบไขว้ วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร</p> <p><strong>Abstract </strong></p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>The idea of using the residues of agricultural materials for processing into fuel briquettes is an interesting issue. However, each fuel briquette must be considered several properties simultaneously. In this paper, the fuel briquettes from seven agricultural materials were evaluated the efficiency score and raking. Firstly, the fuel briquettes were tested the properties, including the heating value, fixed carbon, moisture content and ash. After that, data environment analysis (DEA) was used to evaluate as the efficiency scores of each agricultural material. Finally, each fuel briquette was evaluated using DEA Cross-efficiency.&nbsp; The results show that the efficiency scores of sawdust and coconut shell are efficient (Efficiency score =1). The ranking for suitable agricultural materials were sawdust, coconut shell, bagasse, cattail, rice husk, sensitive plant and water hyacinth respectively.&nbsp;</p> <p><strong>&nbsp;</strong><strong>Keywords: </strong>Data environment analysis, Fuel briquette, DEA Cross- efficiency, Agricultural waste</p> วรรณรพ ขันธิรัตน์, นรงค์ วิชาผา, อนุชา ศรีบุรัมย์, อุทัย ธารพรศรี ##submission.copyrightStatement## https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal/article/view/478 Fri, 26 Jun 2020 00:00:00 SE Asia Daylight Time การตรวจจับการล้มสำหรับผู้สูงอายุและจำแนกข้อมูลกิจกรรมการเคลื่อนไหวด้วยอัลกอริทึม Weighted k-Nearest neighbor บนระบบฝังตัวแบบพกพาที่ใช้ IoT https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal/article/view/463 <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>การตรวจจับการล้มในผู้สูงอายุเป็นหัวข้อการวิจัยที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องซึ่งจะต้องมีการเฝ้าดูแลทางด้านสุข าพของผู้สูงอายุอย่างใกล้ชิด การเฝ้าติดตามกิจกรรมการเคลื่อนไหวและตรวจจับการล้มที่ถูกต้องจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุ ในบทความวิจัยนี้จึงได้พัฒนาอุปกรณ์ตรวจจับการล้มและจำแนกข้อมูลกิจกรรมการเคลื่อนไหวของผู้สูงอายุโดยใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตของทุกสรรพสิ่ง เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถติดตามผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดการล้ม ร่วมกับการทำนายเหตุการณ์โอกาสที่จะเกิดการล้มด้วยวิธี Weight K-Nearest Neighbor และรายงานกิจกรรมการเคลื่อนไหวของผู้สูงอายุและตรวจจับการล้มผ่านเว็บของผู้ให้บริการคลาวด์ IoT รวมถึงการส่งข้อมูลเพื่อแจ้งเตือนการล้มไปยังบุคลากรทางการแพทย์ จากการทดสอบอุปกรณ์ตรวจจับการล้มและติดตามกิจกรรมการเคลื่อนไหวของผู้สูงอายุ พบว่าอุปกรณ์สามารถตรวจจับการล้มและแสดงผลการทำนายเหตุการณ์แนวโน้มที่จะเกิดการล้มได้ โดยผลการประเมินประสิทธิ าพการตรวจจับการล้มพบว่ามีค่าความถูกต้อง 85.80% &nbsp;และค่าความแม่นยำ 92.48%&nbsp; ในส่วนผลการทำนายแนวโน้มโอกาสที่จะเกิดการล้มจากกิจกรรมการเคลื่อนไหว โดยสามารถจำแนกข้อมูลผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดการล้มด้วยค่าความไวเฉลี่ย 90.91% และผู้ที่ไม่มีความเสี่ยงที่จะเกิดการล้มด้วยค่าจำเพาะเฉลี่ย 98.98% &nbsp;บทความวิจัยนี้ได้มุ่งเน้นให้เป็นอุปกรณ์ช่วยเหลือเบื้องต้นใน าวะฉุกเฉินที่บุคคลากรทางการแพทย์จะสามารถใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงควบคู่กับการวินิจฉัยการล้มของผู้สูงอายุในลำดับต่อไปได้อย่างเหมาะสม</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>การตรวจจับการล้ม ผู้สูงอายุ กิจกรรมการเคลื่อนไหว อินเทอร์เน็ตของทุกสรรพสิ่ง</p> <p><strong>Abstract </strong></p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>Detection of falls in the elderly is a continuously developing research topic that requires close monitoring of the health of the elderly. Monitoring the movement activities and detecting the correct fall is, therefore, necessary to avoid the dangers that occur to the elderly. In this paper, we developed a device for detecting falls and classifying the activities of the elderly by using the Internet of Things. The aforementioned allows medical personnel to be able to track the elderlies who are at risk of falling together with predicting the likelihood of falling by the Weight K-Nearest Neighbor method. This system reports the elderly movement activity and detects the falling through the website of IoT cloud provider, including sending crash notification information to healthcare professionals. From testing the fall detection device and tracking the movement activities of the elderly, the device can detect the fall and show the prediction of the occurrence of the fall. The results of the fall detection performance showed that the accuracy of 85.80% and the accuracy of 92.48% in the prediction of the likelihood of falling due to the movement activities. It can classify data of people who are at risk of falling with an average sensitivity of 90.91% and people without the risk of falling with a specific average of 98.98%. In case of an emergency, the medical personnel can use this information as a reference in association with the proper diagnosis of falls in the elderly.&nbsp;</p> <p><strong>&nbsp;</strong><strong>Keywords: </strong>fall detection, elderly, movement activity, internet of things.</p> ชัยวุฒิ วุทธิสิทธิ์ ##submission.copyrightStatement## https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal/article/view/463 Fri, 26 Jun 2020 00:00:00 SE Asia Daylight Time การประยุกต์ใช้แบบจำลองโครงข่ายประสาทเทียมสำหรับการหาความเหมะสมในการเชื่อมพื้นดาดฟ้าเรือขนส่งสินค้า https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal/article/view/475 <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>งานวิจัยนี้ได้นำเสนอวิธีการหาความเหมาะสมในการเชื่อมพื้นดาดฟ้าเรือขนส่งสินค้าด้วยกระบวนการเชื่อมใต้ฟลักซ์ในเหล็กกล้าความแข็งแรงสูง เกรด ASTM A131 EH36 โดยการสร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์สำหรับการทำนายค่าความเค้นแรงดึง ด้วยเทคนิคโครงข่ายประสาทเทียม ชนิดการแพร่ค่าย้อนกลับ ลักษณะการเรียนรู้แบบมีผู้สอน มีปัจจัยที่ศึกษา ได้แก่ กระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้า และความเร็วในการเชื่อม หลังจากทำการเชื่อมได้มีการทดสอบค่าความเค้นแรงดึง การดัดโค้ง การวิเคราะห์โครงสร้างจุล าคด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด และการสร้างแบบจำลองโครงข่ายประสาทเทียม ด้วยวิธีฝึกสอนอัลกอริทึมการเรียนรู้แบบเลเวนเบิร์ก-มาร์ค ฟังก์ชั่นปรับการเรียนรู้ ชนิดการเคลื่อนลงตามความชัน และชนิดการเคลื่อนลงตามความชันด้วยโมเมนตัม รูปแบบฟังก์ชั้นการกระตุ้น ในงานวิจัยได้ใช้ฟังก์ชั่นลอก-ซิกมอยด์สำหรับชั้นนำเข้า ฟังก์ชั่นแทน-ซิกมอยด์สำหรับชั้นซ่อนที่ 1 และชั้นซ่อนที่ 2 ฟังก์ชั่นเพียวรินสำหรับชั้นผลลัพท์ ผลการวิจัยพบว่าแบบจำลองโครงข่ายประสาทเทียมที่เหมาะสมในการทำนายค่าความเค้นแรงดึง ประกอบด้วยนิวรอนในชั้นอินพุต 3 นิวรอน นิวรอนในชั้นซ่อนที่ 1 จำนวน 8 นิวรอน นิวรอนในชั้นซ่อนที่ 2 จำนวน 10 นิวรอน และนิวรอนในชั้นแสดงผล 1 นิวรอน (3-8-10-1) ชนิดของฟังก์ชั่นปรับการเรียนรู้ชนิดการเคลื่อนลงตามความชัน มีค่าเฉลี่ยผิดพลาดกำลังสองที่ 0.000106 มีค่าสัมประสิทธิ์การตัดสินใจที่ 0.99947 ส าวะการเชื่อมที่เหมาะสมที่ได้จากการทำนายจากแบบจำลองโครงข่ายประสาทเทียม ที่กระแสไฟฟ้า 340 แอมแปร์ แรงดันไฟฟ้า 26 โวลต์ และความเร็วที่ใช้ในการเชื่อม 20 เซนติเมตรต่อนาที</p> <p><strong>&nbsp;</strong><strong>คำสำคัญ: </strong>แบบจำลองโครงข่ายประสาทเทียม พื้นดาดฟ้าเรือ เหล็กกล้าความแข็งแรงสูง กระบวนการเชื่อมใต้ฟลักซ์</p> <p><strong>Abstract </strong></p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>This research proposes the optimization of main deck cargo ship welding with submerge arc welding process (SAW) in high strength steel ASTM A131 EH36 grade. The mathematic modeling for tensile strength predicting was based on the artificial neural networks (ANN) with back-propagation learning algorithm and supervised learning. The SAW process parameters were studied the welding current, voltage and travel speed. The resulting SAW welding specimens were examined using tensile strength tests, bending tests which were observed microstructure with scanning electron microscopy (SEM) and determine a suitable mathematic model. The Levenberg-Marquart training algorithm was also train for weight and bias network. The two learning function, including learning gradient descent (Learngd) and learning gradient descent with momentum (Learngdm) were used in ANN model. The activation function of log-sigmoid for input layer, tan-sigmoid for hidden layer of 1 and 2, purelin for output layer was assigned. The research results reveal that using a ANN model with the proposed mathematical model, which represents 3 neurons for the input 8 neurons for layer 1 layer 2 for 10 neurons and 1 neuron for output layer (3-8-10-1) with learning function of Learngd. The mean square error (MSE) of ANN model is 0.000106 and the coefficient of determination (R<sup>2</sup>) is 0.99947. The optimum from ANN model were welding current of 340 amperes, 26 volts, and 20 centimeter/minute travel speed.</p> <p><strong>&nbsp;</strong><strong>Keywords: </strong>Artificial Neural Network Model, Main Deck Ship, High Strength Steel, Submerge Arc Welding Process</p> ปรัชญา เพียสุระ, ภาสพิชญ์ ชูใจ ##submission.copyrightStatement## https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal/article/view/475 Fri, 26 Jun 2020 00:00:00 SE Asia Daylight Time การพัฒนาแผ่นกระเบื้องหลังคาจากเส้นใยทะลายปาล์มและต้นธูปฤาษีเพื่อชุมชน https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal/article/view/467 <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>การผลิตแผ่นกระเบื้องหลังคาจากเส้นใยทะลายปาล์มและต้นธูปฤาษีเพื่อชุมชน&nbsp; โดยใช้กาวสังเคราะห์ไอโซไซยาเนตเรซิน (pMDI) ปริมาณ 5 เปอร์เซนต์ และ10 เปอร์เซนต์โดยน้ำหนัก ทำหน้าที่เป็นสารยึดติด มีความหนาแน่นของแผ่นกระเบื้องมุงหลังคาที่กำหนด 600 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร และขนาดของแผ่น 300X320X15 มิลลิเมตร การทดสอบสมบัติเชิงกาย าพ พบว่า ค่าความหนาแน่น&nbsp; ปริมาณความชื้น การดูดซึม การไม่รั่วซึมน้ำ การพองตัวทางความหนา และสมบัติเชิงกล ค่าความต้านทานมอดูลัสการแตกร้าว&nbsp; ความต้านทานมอดูลัสยืดหยุ่น และความแข็งแรงการกระแทก&nbsp; ที่ใช้กาวสังเคราะห์ไอโซไซยาเนต เรซิน ปริมาณ 10 เปอร์เซนต์โดยน้ำหนัก ให้สมบัติที่ดีกว่า สามารถทดสอบทุกส าวะอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานของ TIS 876-2547, TIS 535–2556, JIS A 5908-2003 และ ASTM D 256-06a และสมบัติเชิงความร้อน&nbsp; ค่าการนำความร้อนและความต้านทานความร้อน ทดสอบตามมาตรฐานของ&nbsp; ASTM C 177-2010 พบว่า การใช้กาวสังเคราะห์ไอโซไซยาเนตเรซิน ที่ปริมาณสารยึดติด 5 เปอร์เซนต์มีค่าการนำความร้อนที่ดีกว่า ส่วนความต้านทานความร้อน&nbsp; กระเบื้องหลังคาจากเส้นใยทะลายปาล์มที่ใช้กาวสังเคราะห์ไอโซไซยาเนตเรซิน ที่ปริมาณสารยึดติด 10 เปอร์เซนต์ มีค่าความต้านทานความร้อนที่ดีกว่า ซึ่งสามารถนำแผ่นกระเบื้องมุงหลังคาจากงานวิจัยไปใช้เป็นวัสดุก่อสร้างและวัสดุทดแทนแผ่นกระเบื้องมุงหลังคาจากซีเมนต์ใยหินได้&nbsp;</p> <p><strong>&nbsp;</strong><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>เส้นใยทะลายปาล์ม เส้นใยต้นธูปฤาษี สมบัติเชิงกาย าพ สมบัติเชิงกล สมบัติเชิงความร้อน</p> <p><strong>Abstract </strong></p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; The production of roof tiles from palm fiber and typha angustifolia L fibers for local communities : synthetic adhesive isocyanate resin (pMDI), volume 5% and 10% by weight was used as a binder with the density of the designated roof tiles 600 kg / m<sup>3</sup> and the size of the sheets 300X320X15 mm. Physical properties tests showed the density value, moisture content, absorption, water tightness, Inflating and thickness. Mechanical properties: modulus of rupture resistance, elastic modulus resistance modulus and impact strength which used synthetic isocyanate resin 10% by weight to give better properties. The physical and mechanical properties within the standard criteria of TIS 876-2547, TIS 535–2556, JIS A 5908-2003 and ASTM D 256-06a. Thermal properties thermal conductivity and heat resistance were tested according to the standards of ASTM C 177-2010. It was found that using synthetic adhesive isocyanate resin where the adhesive content was 5% had better thermal conductivity while the synthetic adhesive isocyanates resin with 10% adhesives had better heat resistance. From the study, the roof titles can be used as construction and renewable materials instead of the ones from asbestos cement.</p> <p><strong>&nbsp;</strong><strong>Keywords: </strong>Palm Fibers, Typha angustifolia L Fibers, Physical&nbsp; properties, Mechanical properties, Thermal properties.</p> นิตยา พัดเกาะ, กิตติศักดิ์ บัวศรี, ประยูร สุรินทร์ ##submission.copyrightStatement## https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal/article/view/467 Fri, 26 Jun 2020 00:00:00 SE Asia Daylight Time การพัฒนาผลิต ัณฑ์คอนกรีตบล็อกประสานปูพื้นผสมเศษขวดพลาสติกสีประเ ทพอลิเอทิลีนเทเรฟทาเลตที่เหลือทิ้งจากการบริโ ค https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal/article/view/477 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผลิต ัณฑ์คอนกรีตบล็อกประสานปูพื้นผสมเศษขวดพลาสติกสีประเ ทพอลิเอทิลีนเทเรฟทาเลต (PET) ที่เหลือทิ้งจากการบริโ ค ออกแบบอัตราส่วนปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเ ท1: มวลรวม (ทรายละเอียด และหินฝุ่น) เท่ากับ 1: 3 โดยน้ำหนัก และแทนที่มวลรวมด้วยเศษขวดพลาสติกสี (ฝาขวด ขวด และฉลากฟิล์มหด) ในปริมาณเพิ่มขึ้น ร้อยละ 5 ของน้ำหนักมวลรวมต่ออัตราส่วน เริ่มจากไม่มีการแทนที่จนกระทั่งมีการแทนที่ด้วยเศษขวดพลาสติกสีมากที่สุดร้อยละ 20 ของน้ำหนักมวลรวม รวม 5 อัตราส่วน ได้แก่ อัตราส่วนปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเ ท1: มวลรวม: เศษขวดพลาสติกสีเท่ากับ 1: 3: 0, 1: 2.85: 0.15, 1: 2.7: 0.3, 1: 2.55: 0.45 และ 1: 2.4: 0.6 โดยน้ำหนัก กำหนดอัตราส่วนทรายละเอียดต่อหินฝุ่น เท่ากับ 0.67 โดยน้ำหนัก และอัตราส่วนน้ำต่อปูนซีเมนต์ (W/C) เท่ากับ 0.5 โดยน้ำหนัก บดย่อยเศษขวดพลาสติกสีผ่านตะแกรงที่มีขนาดช่องเปิด 10 มิลลิเมตร และนำมาผสมกับส่วนผสมตามที่ออกแบบโดยใช้เครื่องผสมคอนกรีต จากนั้นอัดขึ้นรูปด้วยเครื่องอัด ทดสอบคุณสมบัติตามมาตรฐาน มอก.827-2531 และคุณสมบัติอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ผลการทดสอบที่อายุการบ่ม 28 วัน พบว่า อัตราส่วน 1: 2.85: 0.15 เป็นอัตราส่วนที่เหมาะสมที่สุด โดยสามารถผ่านมาตรฐาน มอก.827-2531 ได้ ทั้งนี้ เศษขวดพลาสติกสีที่ผสมลงในคอนกรีตบล็อกประสานปูพื้นในปริมาณที่เหมาะสม จะส่งผลต่อการดูดซึมน้ำ ความหนาแน่น ความร้อนที่สะสมบนพื้นผิว และต้นทุนการผลิตที่ลดลง คอนกรีตบล็อกประสานปูพื้นที่พัฒนานี้ สามารถนำเศษขวดพลาสติกสีมาใช้ผลิตเป็นวัสดุปูพื้นที่มีความแข็งแรง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม</p> <p><strong>&nbsp;</strong><strong>คำสำคัญ:</strong> คอนกรีตบล็อกประสานปูพื้น ขวดพลาสติกสี พอลิเอทิลีนเทเรฟทาเลต ไมโครพลาสติก</p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; This research aims to develop the interlocking concrete paving block product mixed with colored polyethylene terephthalate (PET) plastic bottle from post-consumer waste. The mix ratios were designed by using the ratio of Portland cement type1: aggregates (fine sand, and quarry dust) that equal to 1: 3 by weight. And the colored PET plastic bottle (bottle cap, bottle, and label) was used instead of the aggregates in 5 % of aggregate weight per ratio which the 20% of replacement was the maximum replacement ratio. The 5 mix ratios of Portland cement type1: aggregates: colored PET plastic bottle included 1: 3: 0, 1: 2.85: 0.15, 1: 2.7: 0.3, 1: 2.55: 0.45, and 1: 2.4: 0.6 by weight. Assumed the fine sand to quarry dust ratio equal to 0.67 by weight and the water to cement ratio (W/C) equal to 0.5 by weight. The colored plastic bottle wastes were grinded through the sieve (10 mm of opening) and putted into the admixtures. The concrete mixer and compression machine were the instruments to produce the interlocking concrete paving blocks. The properties of interlocking concrete paving blocks were tested with the TIS. 827-1988 standard and related standards. According to the results at 28 days of curing, the 1: 2.85: 0.15 was the most suitable ratio of interlocking concrete paving blocks which passed the TIS.827-1988 standard. The proper amount of colored plastic bottle wastes can reduce the water absorption, density, surface temperature, and production cost of the interlocking concrete paving blocks. The developed interlocking concrete paving blocks can apply the colored plastic bottle wastes to use as the paving blocks with good strength and environment conservation.</p> <p><strong>&nbsp;</strong><strong>Keywords:</strong> interlocking concrete paving block, colored plastic bottle, polyethylene terephthalate, micro plastic</p> กิตติพงษ์ สุวีโร, ประชุม คำพุฒ ##submission.copyrightStatement## https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal/article/view/477 Fri, 26 Jun 2020 00:00:00 SE Asia Daylight Time การวิเคราะห์ความสามารถที่สังเกตได้ในการประมาณค่าสถานะสำหรับระบบไฟฟ้าด้วยขั้นตอนวิธีเชิงพันธุกรรม https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal/article/view/495 <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>บทความนี้นำเสนอการวิเคราะห์ความสามารถที่สังเกตได้ในการประมาณค่าสถานะของเครื่องมือวัดสำหรับระบบไฟฟ้าด้วยขั้นตอนวิธีเชิงพันธุกรรม โดยการนำการประมาณค่าสถานะมาใช้แก้ไขปัญหาข้อมูลที่ขาดหายไปในการวัดของเครื่องมือวัดและปัญหาการติดตั้งเครื่องมือวัดในทุกบัส เป้าหมายหลักคือการหาค่าจำนวนให้ได้น้อยที่สุดและตำแหน่งการติดตั้งที่เหมาะสมที่สุดของเครื่องมือวัดสำหรับระบบไฟฟ้า นอกจากการศึกษาการประมาณค่าสถานะของเครื่องมือวัดด้วยวิธีเชิงพันธุกรรม ในการหาจำนวนและตำแหน่งการติดตั้งของเครื่องมือวัดในระบบไฟฟ้าแล้ว ยังได้มีการศึกษาการวิเคราะห์ความสามารถที่สังเกตได้ เพื่อนำมาใช้ในการหาตัวแปรที่ส่งผลต่อสมการเครื่องมือวัด โดยศึกษาบนพื้นฐานระบบมาตรฐาน IEEE 14 บัสแทนระบบไฟฟ้า จากการศึกษาบนพื้นฐานระบบมาตรฐาน IEEE 14 บัส ผลการทดสอบพบว่าการจำลองการติดตั้งเครื่องมือวัดในระบบไฟฟ้า ที่มีจำนวนเครื่องมือวัดทั้งหมด 122 ตัว เมื่อทำการติดตั้งเครื่องมือวัดด้วยวิธีเชิงพันธุกรรม ทำให้สามารถลดจำนวนของเครื่องมือวัดลงเหลือ 56 ตัว และเมื่อทำการวิเคราะห์เฉพาะเครื่องมือวัดอัตโนมัติ AMR ในระบบไฟฟ้าที่มีจำนวนทั้งหมด 42 ตัว โดยใช้วิธีเชิงพันธุกรรม ผลที่ได้พบว่าสามารถลดจำนวนของเครื่องมือวัดอัตโนมัติเหลือ 13 ตัว และระบบการวัดไฟฟ้าก็ยังสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิ าพ</p> <p><strong>&nbsp;</strong><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>ความสามารถที่สังเกตได้ การประมาณค่าสถานะ เทคนิควิธีเชิงพันธุกรรม</p> <p><strong>Abstract </strong></p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>This paper presents an analysis of observability in state estimation of instruments for electrical systems using genetic algorithm technique. This proposed algorithm can be solved for preventing the instruments from the measurement data missing in electrical power systems, and for installing the instruments in all bus standards. The goal of this research focuses on the minimum number of instruments and their most appropriate locations for electrical systems. Besides the state estimation of instruments by using genetic algorithm technique to find the minimum number of instruments and their most appropriate locations, the analysis of observability can be used to find the variables affecting the instrumentation equations. This is experimented on the basis of the IEEE 14 bus standard instead of the electrical system. The simulation results found that the instruments in electrical systems had a total of 122 sets, but after installing the instruments using a genetic algorithm technique, the number of instruments decreased by 56 sets. Also, the technique was used with the AMR instruments in electrical systems with a total of 42 set, the instruments decreased by 13 sets. The decreased number of instruments could function efficiently.</p> <p><strong>&nbsp;</strong><strong>Keywords: </strong>observability, state estimation, genetic algorithm technique</p> ศศิพร ผลไพศาลศักดิ์, ระดมบุญ ทักษนา, ยุทธนา คงจีน, กฤษณ์ชนม์ ภูมิกิตติพิชญ์ ##submission.copyrightStatement## https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal/article/view/495 Fri, 26 Jun 2020 00:00:00 SE Asia Daylight Time การวิเคราะห์คุณลักษณะและประสิทธิ าพการกำจัดสีย้อมของเถ้าลอยที่มีการผสมตัวเร่งปฏิกิริยาเชิงแสงไททาเนียมไดออกไซด์ https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal/article/view/489 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ในการเจือตัวเร่งปฏิกิริยาเชิงแสง (TiO<sub>2</sub>-P25) สัดส่วน 0% 5% 10% และ 15% โดยน้ำหนักในเถ้าลอยจากโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะ (x%TiO<sub>2</sub>/FA) ด้วยวิธีการผสมเชิงกล เพื่อนำไปผลิตเป็นจีโอพอลิเมอร์ ตัวอย่างผสมถูกวิเคราะห์คุณสมบัติทางกาย าพและเคมีของตัวเร่งปฏิกิริยาด้วยเทคนิค X-ray diffraction (XRD), N<sub>2</sub> adsorption-desorption และ UV–vis diffuse reflectance spectroscopy (UV-DRS) และศึกษาประสิทธิ าพในการย่อยสลายสีย้อมรีแอคทีฟเรด 120 (RR120) ายใต้รังสีอัลตราไวโอเลต ผลการทดลองพบว่าเมื่อปริมาณของตัวเร่ง TiO<sub>2</sub>-P25 เพิ่มขึ้น ความสูงของอนาเทสและรูไทน์เฟสสูงขึ้น และพื้นที่ผิวและขนาดของรูพรุนมีค่าเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ค่าช่องว่างพลังงานของตัวอย่างผสมมีค่าเพิ่มขึ้นเมื่อมีปริมาณของตัวเร่งปฏิกิริยาเชิงแสงที่เพิ่มขึ้นเช่นกันจาก 2.46 ไปเป็น 3.05 eV สำหรับการศึกษาการย่อยสลายของสีย้อมได้ทำการศึกษาการย่อยสลายสีย้อม ที่ความเข้มข้นเริ่มต้น 20 ppm ค่า pH เท่ากับ 6 ผลพบว่าการย่อยสลายของสีย้อมที่เวลา 120 นาทีของตัวอย่างผสม 0% 5% 10% และ 15% มีค่าเท่ากับ 28.78% 51.23% 72.65% และ 82.74% ตามลำดับ แต่ตัวเร่ง TiO<sub>2</sub>-P25 สามารถย่อยสลายสีย้อมได้ 99.76% ผลการทดลองสามารถยืนยันได้ว่าเมื่อนำตัวอย่างผสมเถ้าลอยจากโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะกับตัวเร่งปฏิกิริยาเชิงแสง (TiO<sub>2</sub>-P25) เป็นวัสดุตั้งต้นไปผลิตเป็นจีโอพอลิเมอร์จะมีความสามารถในการย่อยสลายสีย้อมได้</p> <p>&nbsp;<strong>คำสำคัญ:</strong> เถ้าลอย ตัวเร่งปฏิกิริยาเชิงแสง ไททาเนียมไดออกไซด์ การย่อยสลายสีย้อม</p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; The aim of this work was to mix titanium dioxide (TiO<sub>2</sub>-P25) photocatalyst in contents 0%, 5%, 10% and 15% by weight with coal fly ash from Mae-Moh coal power plant (x%TiO<sub>2</sub>/FA) mixed by mechanical method for depolluting geo-polymer production. The mixed samples were characterized by X-ray diffraction (XRD), N<sub>2</sub> adsorption-desorption, and UV–vis diffuse reflectance spectroscopy (UV-DRS) and studied the Reactive red 120 (RR120) dye degradation efficiency under UV irradiation. The results were found that the crystallinity of anatase and rutile phases increased with increasing TiO<sub>2</sub>-P25 contents. The specific surface area and pore size increased as well. In addition, the energy band-gap of mixed samples increased from 2.46 to 3.05 eV with increasing photocatalyst contents. Dye degradation studies were tested at initial RR120 concentration 20 ppm and pH 6. The results were found that at 120 min of reaction time, the percent removal of 0%, 5%, 10% and 15% samples were 28.78%, 51.23%, 72.65% and 82.74%, respectively. However, TiO<sub>2</sub>-P25 photocatalyst can degrade dye about 99.76%. This research can confirm that the mixed samples between coal fly ash from Mae-Moh coal power plant and TiO<sub>2</sub> can be used as raw material to produce depolluting geo-polymer for dye degradation.</p> <p>&nbsp;<strong>Keywords:</strong> fly ash, photocatalysis, titanium dioxide, dye degradation</p> บุณยาพร สงฆนาม, อำพล วงศ์ษา, วันชัย สะตะ, กิติโรจน์ หวันตาหลา ##submission.copyrightStatement## https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal/article/view/489 Fri, 26 Jun 2020 00:00:00 SE Asia Daylight Time การศึกษาเปรียบเทียบสมบัติโลหะเชื่อมพอกแข็งบนเหล็กกล้ารางรถไฟเกรด 900 ด้วยลวดหุ้มฟลักซ์ H450R และ E120-18G https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal/article/view/493 <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาเปรียบเทียบสมบัติโลหะเชื่อมพอกแข็งบนเหล็กกล้ารางรถไฟเกรด 900 ด้วยลวดหุ้มฟลักซ์ 2 ชนิด คือ ลวดเชื่อมชนิด H450R และชนิด E120-18G ผลจากการทดลองเชื่อมด้วยลวดเชื่อมชนิด&nbsp; H 450R&nbsp; ตรวจสอบด้วยน้ำยาแทรกซึม พบว่า &nbsp;มีรอยแตกบริเวณผิวหน้ารอยเชื่อมความยาวประมาณ 1-3 มิลลิเมตร ซึ่งรอยแตกเกิดขึ้นบริเวณจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดรอยเชื่อม และจากการเชื่อมด้วยลวดเชื่อมชนิด E120-18G รอยเชื่อมมีลักษณะสมบูรณ์&nbsp; อีกทั้งโครงสร้างจุล าคบริเวณรอยเชื่อม (WZ) จากการเชื่อมด้วยลวดเชื่อม H450R เกิดรอยแตกร้าวและโพรงอากาศขนาดความกว้างเฉลี่ย 50-600 ไมครอน และโครงสร้างบริเวณที่ได้รับอิทธิพลจากความร้อน (HAZ) เป็นมาร์เทนไซต์แบบเข็มซึ่งมีลักษณะเปราะและแข็ง&nbsp; จึงสามารถสรุปได้ว่าจากการเชื่อมด้วยลวดเชื่อม H450R ไม่เหมาะสมสำหรับการเชื่อมพอกผิวแข็งรางรถไฟเกรด 900&nbsp; อย่างไรก็ตามจากการเชื่อมด้วยลวดเชื่อม E120-18G ไม่พบรอยแตกร้าวหรือโพรงอากาศในรอยเชื่อม&nbsp; และมีลักษณะโครงสร้างแบบเพิร์ลไลต์ผสมกับโครงสร้างแบบเบนไนต์&nbsp; ซึ่งส่งผลให้มีค่าความต้านทานแรงดึงและการรับแรงสั่นสะเทือนได้ดี</p> <p><strong>&nbsp;</strong><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>รางรถไฟเกรด 900 &nbsp;การเชื่อมพอกแข็ง &nbsp;ลวดเชื่อม H450R และลวดเชื่อม E120-18M</p> <p><strong>Abstract </strong></p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>This research aimed to comparative study of hard-facing weld metal properties that were produce on grade 900 Railway Steel using H450R and E120-18G SMAW Electrodes. The experimental results were as following. The penetration test results showed that the cracks with 1-3 mm in length were clearly found on the welding surface at the start and finish point on the weld bead surface. However, the crack could not be found when the penetration test was conducted on the welding bead surface of the hard-facing weld metal that produced by E120-18G SMAW electrode. Microstructure of a welding zone (WZ) showed the crack and pore that was about 50-600 micron in length was found when H450R electrode was applied. Furthermore, the sound weld metal could be produced when E120-18G electrode was applied and showed the existence of pearlite and bainite phases in the weld which implied to indicate high tensile strength and vibration absorption.</p> <p><strong>&nbsp;</strong><strong>Keywords: </strong>900 Grade Railway, Hard-facing Welding, Electrode Types H450R, E120-18G.</p> ธงชัย เครือผือ ##submission.copyrightStatement## https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal/article/view/493 Fri, 26 Jun 2020 00:00:00 SE Asia Daylight Time การศึกษาและทดสอบชุดคัดขนาดเมล็ดบัวหลวง https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal/article/view/444 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ชุดคัดขนาดเมล็ดบัวหลวงถูกสร้างขึ้นเพื่อศึกษาและทดสอบหาหลักการทำงานที่มีแนวโน้มเหมาะสมที่สุดในการคัดขนาดเมล็ดบัวหลวงสำหรับใช้ในการออกแบบเครื่องคัดขนาดเมล็ดบัวหลวง ชุดทดสอบประกอบด้วย โครงสร้างหลัก ชุดคัดขนาด ถังป้อนเมล็ด ระบบส่งกำลัง และใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 1 แรงม้า เป็นต้นกำลัง หลักการทำงานของเครื่องเริ่มจากผู้ทำงานป้อนเมล็ดบัวหลวงลงในช่องป้อนเมล็ดบัวหลวงเข้าทางด้านบนของเครื่อง หลังจากนั้นเมล็ดบัวหลวงจะไหลเข้าสู่ชุดคัดขนาดที่ประกอบด้วยตะแกรงโยก 3 ชั้น ที่สามารถคัดขนาดเมล็ดบัวได้ 3 ขนาด และเมล็ดบัวหลวงที่ผ่านการคัดขนาดจะไหลสู่ช่องทางออกต่างๆ ทางด้านหน้าเครื่อง จากการทดสอบโดยใช้ช่องป้อน 3 ขนาด และใช้ความเร็วรอบของเพลาขับชุดคัดขนาด 115, 125 และ 135 รอบต่อนาที ตามลำดับ พบว่าชุดคัดขนาดเมล็ดบัวหลวงสามารถทำงานได้ดีที่สุดที่ช่องป้อนขนาดกลาง (5x5 เซนติเมตร<sup>2</sup>) และความเร็วของเพลาขับลูกเบี้ยว 115 รอบต่อนาที มีความสามารถในการทำงาน 118.5 กิโลกรัมต่อชั่วโมง ความแม่นยำในการคัดขนาด 89.8% ไม่มีเมล็ดบัวหลวงเสียหาย และใช้พลังงานไฟฟ้า 0.61 กิโลวัตต์-ชั่วโมง</p> <p><strong>&nbsp;</strong><strong>คำสำคัญ:</strong> การออกแบบ เครื่องคัดขนาด เมล็ดบัวหลวง บัวหลวง</p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p>The lotus seeds sizing unit was fabricated to study and testing of factors affecting the grading of lotus seeds for designing the lotus seeds sizing machine. The testing unit consists of the main frame, the seeds sizing unit, the hopper, the power transmission unit, and a 1 hp electric motor, which was used as a prime mover. In the operation, the lotus seeds were fed manually into feeding chute at the top of the machine, then these were falls through the seed sizing unit, met a set of 3 flat sieves that serves to grading in 3 sizes, then after sizing the seeds were released through outlet chute at in front of the machine. The prototype has been tested for 3 sizes of feeding, and at the cam shaft speed of 115, 125 and 135 rpm, respectively indicated that the optimal performance was achieved when the machine was operated at cam shaft speed 115 rpm, using medium size of feeding (5x5 cm<sup>2</sup>). The working capacity was 118.5 kg/hour, percentage of grading was found to be 89.8% with no percentage of damaged seeds. It consumed 0.61 kW-hour of energy.</p> <p><strong>Keywords:</strong> design, sizing machine, lotus seed, lotus</p> จตุรงค์ ลังกาพินธุ์, สุนัน ปานสาคร, รุ่งเรือง กาลศิริศิลป์, เกรียงไกร แซมสีม่วง, มรุกต ภูคำกอง, พิเชฐ สุวรรณวิจิตร ##submission.copyrightStatement## https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal/article/view/444 Fri, 26 Jun 2020 00:00:00 SE Asia Daylight Time การออกแบบตัวควบคุมพีไอดีด้วยการปรับจูนแบบคลุมเครือสำหรับควบคุมอัตราเร็วรอบเครื่องยนต์แกโซลีน https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal/article/view/490 <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ออกแบบตัวควบคุมสำหรับควบคุมอัตราเร็วรอบเครื่องยนต์แกโซลีน&nbsp; ตัวควบคุมที่นำเสนอเป็นตัวควบคุมฟัซซีลอจิกแบบพีไอดีที่สามารถปรับค่าเกนตัวควบคุมได้&nbsp; โดยอินพุตของตัวควบคุมมีสองตัวคือ ค่าความคลาดเคลื่อน และค่าอัตราการเปลี่ยนแปลงของความคลาดเคลื่อน เอาต์พุตของตัวควบคุมคือเกน &nbsp;K<sub>p</sub> K<sub>i</sub> และ K<sub>d</sub> กฎการควบคุมถูกสร้างจากเงื่อนไขทาง าษาจำนวน 25 กฎ&nbsp; งานวิจัยอาศัยแบบจำลองเครื่องยนต์และพารามิเตอร์เครื่องยนต์แกโซลีนของ Crossley และ Cook &nbsp;ในการสร้างแบบจำลองด้วยโปรแกรม MATLAB &nbsp;สมรรถนะของตัวควบคุมที่นำเสนอถูกเปรียบเทียบกับตัวควบคุมฟัซซีลอจิกแบบพีไอ ตัวควบคุมพีไอดี และตัวควบคุมพีไอ ผลการจำลองตัวควบคุมที่นำเสนอสามารถติดตามสัญญาณอ้างอิงได้เร็วที่สุดในเวลา 1.46 วินาทีโดยไม่พบค่าพุ่งเกิน&nbsp; และสามารถกำจัดการรบกวนจากการเบรก ายในเวลา 2.35 วินาที<strong>&nbsp; &nbsp;&nbsp;</strong></p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>เครื่องยนต์แกโซลีน, ตัวควบคุมฟัซซีลอจิกแบบพีไอดี</p> <p><strong>Abstract </strong></p> <p>The objective of this research was to design a controller for speed control of a gasoline engine. The proposed control scheme was a fuzzy PID controller with adaptive gains. It had two inputs, the error and the rate of change of error. The controller outputs were K<sub>p</sub> K<sub>i</sub> and K<sub>d</sub> gains. The control rules were created from 25 linguistic conditions. In this research, the Crossley and Cook’s gasoline engine models and the corresponding parameters were employed by using MATLAB program. Performance of the proposed controller was compared with that of the fuzzy PI controller, PID controller, and PI controller. It appeared from simulations that the output of the proposed controller could reach a constant speed reference input as the fastest at 1.46 seconds, with no overshoot. The breaking disturbance was rejected within 2.35 seconds.</p> <p><strong>Keywords: </strong>gasoline engine, fuzzy PID controller.</p> เอกณรงค์ ใจยงค์ ##submission.copyrightStatement## https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal/article/view/490 Fri, 26 Jun 2020 00:00:00 SE Asia Daylight Time เครื่องสีข้าวขนาดเล็กสำหรับใช้ในครัวเรือนควบคุมโดย Arduino Uno R3 https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal/article/view/492 <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>งานวิจัยนี้นำเสนอการออกแบบและสร้างเครื่องสีข้าวแบบลูกกลิ้งยางขนาดเล็กสำหรับใช้ในครัวเรือนที่ควบคุมการทำงานโดยใช้ Arduino Uno R3 ซึ่งเครื่องสีข้าวที่นำเสนอนี้มีขนาดเล็ก เคลื่อนย้ายได้ง่าย และสามารถสีข้าวได้ทั้งข้าวกล้องและข้าวขาว ในการทดสอบประสิทธิ าพการทำงานของเครื่องสีข้าว ได้ทำการทดสอบสีข้าวและหาความเร็วรอบที่เหมาะสมกับการสีข้าวกล้องและข้าวขาว หากำลังไฟฟ้าและเวลาที่ใช้ในการสีข้าวของพันธุ์ข้าว 7 สายพันธ์ ได้แก่ หอมมะลิ 105, ปทุมธานี 1, กข 31, กข 41, กข 57, กข 61, กข 6 (ข้าวเหนียว)&nbsp; ผลการทดสอบการสีข้าวกล้องและข้าวขาวได้ข้าวกล้องและข้าวขาวเฉลี่ย ร้อยละ 74.95 และ ร้อยละ 59.86 ตามลำดับ โดยความเร็วรอบของมอเตอร์ที่เหมาะสมกับการสีข้าวกล้องและข้าวขาวอยู่ที่ประมาณ 349.78 รอบต่อนาที และ 2278.5 รอบต่อนาที ตามลำดับ ค่ากำลังไฟฟ้าเฉลี่ยที่ใช้ในการสีข้าวกล้องและข้าวขาวอยู่ที่ประมาณ 143 W และ 227 W ตามลำดับ และค่าเวลาเฉลี่ยที่ใช้ในการสีข้าวกล้องและข้าวขาวอยู่ที่ประมาณ 9 นาทีต่อปริมาณข้าวเปลือก 0.5 กิโลกรัม และ 20 นาทีต่อปริมาณข้าวเปลือก 0.5 กิโลกรัม ตามลำดับ</p> <p><strong>&nbsp;</strong><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>เครื่องสีข้าวขนาดเล็ก ข้าวกล้อง ข้าวขาว ครัวเรือน ลูกกลิ้งยาง</p> <p><strong>Abstract </strong></p> <p>Purposes of this research are to design and to build a small rice milling machine for using in the household that is controlled by Arduino Uno R3. This proposed machine is small size and easy to transport. It can be used for milling both white rice and brown rice. The performance test of this machine was tested by milling paddy rice and conducted the suitable speed of motor, electric power and time consumption for milling of seven species of rice namely Hommali 105, Pathumthani 1, KorKhor 31, KorKhor 41, KorKhor 57, KorKhor 61 and KorKhor 6 (sticky rice). It was found that the average percentages of brown rice and white rice of seven species of rice after milling are 74.95 % and 59.86 % respectively. The suitable average speed of the motor for milling brown rice and white rice is about 349.78 rpm and 2278.5 rpm respectively. The average electric power consumption for milling brown rice and white rice is about &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;143 W and 227 W respectively and the average time consumption for milling brown rice and white rice is about 9 minutes per 0.5 kilograms of paddy rice and 20 minutes per 0.5 kilograms of paddy rice respectively. &nbsp;&nbsp;</p> <p><strong>Keywords: </strong>small rice milling machine, white rice, brown rice, household, rubber roller</p> สุรินทร์ แหงมงาม, ศศิวรรณ อินทรวงศ์, ภูวดล วัฒนากรรุ่งเรือง, ณัฐวุฒิ หอมสิน ##submission.copyrightStatement## https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal/article/view/492 Fri, 26 Jun 2020 00:00:00 SE Asia Daylight Time พอลิโพรพิลีนและพอลิเอทิลีนความหนาแน่นต่ำเชิงเส้นผนังสองชั้นในกระบวนการขึ้นรูปแบบหมุนขั้นตอนเดียวที่อัตราความเร็วรอบการหมุนสูง https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal/article/view/515 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการขึ้นรูปผลิต ัณฑ์ผนังสองชั้นในกระบวนการขึ้นรูปแบบหมุนขั้นตอนเดียวที่อัตราความเร็วรอบการหมุนสูง โดยใช้พอลิโพรพิลีน (PP) ที่มีขนาดและลักษณะรูปร่างของอนุ าคต่างกันร่วมกับพอลิเอทิลีนความหนาแน่นต่ำเชิงเส้น (LLDPE) ที่มีลักษณะอนุ าคเป็นผง ทำการผสมที่อัตราส่วน 50 ต่อ 50 ด้วยวิธีการผสมแบบแห้งแล้วขึ้นรูปด้วยเครื่องขึ้นรูปแบบหมุนชนิดแนวแกนเดียวที่ความเร็วในการหมุน 60 รอบต่อนาที ซึ่งในระหว่างการขึ้นรูป อุณห ูมิ ายในแม่พิมพ์และพฤติกรรมการเคลื่อนที่ของอนุ าคจะถูกสังเกตและบันทึกการเปลี่ยนแปลง ผลการทดลองที่ได้แสดงให้เห็นชัดเจนว่าการขึ้นรูปที่ความเร็วรอบการหมุนสูงสามารถทำให้ชิ้นงานเกิดการแยกชั้นได้ในทุกกรณี พื้นผิวชิ้นงานทั้งด้านในและด้านนอกมีความขรุขระลดลง และชิ้นงานมีค่ามอดูลัสเริ่มต้นเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับการขึ้นรูปที่อัตราความเร็วรอบการหมุนต่ำ ยกเว้นในกรณีของ PP ที่มีลักษณะรูปร่างกลมและมีขนาดใหญ่กว่า LLDPE 3 เท่า</p> <p><strong>&nbsp;</strong><strong>คำสำคัญ: </strong>กระบวนการขึ้นรูปแบบหมุนขั้นตอนเดียว พอลิเอทิลีนความหนาแน่นต่ำเชิงเส้น พอลิโพรพิลีน</p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p>The objective of this research has studied the molding of two-layered products in one-step rotational molding process at high-speed rotation. In this research, polypropylene (PP) with different sizes and shapes of particles were used to mixed with linear low-density polyethylene (LLDPE) with powder particles, using the single-axis rotation machine for molding, mixing by dry blend method at 50:50 ratios, the rotational speed at 60 rpm, during molding the temperature change within the mold and the particles movement behavior was observed and recorded. The results show clearly that high-speed rotation can cause the sample to be separated as two-layered in all cases, the surface roughness both inside and outside has reduced, and the sample had higher an initial modulus when compared to low-speed rotation except in the case of PP with round shape and 3 times larger than LLDPE</p> <p><strong>Key Words: </strong>One-step rotational molding, Linear Low-Density Polyethylene, Polypropylene,</p> เอกตินัย จันทร์ศรี, จิดาภา กรมสุริยศักดิ์, จักรภัทร ปรีดาวัฒน์, ณรงค์ชัย โอเจริญ ##submission.copyrightStatement## https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal/article/view/515 Fri, 26 Jun 2020 00:00:00 SE Asia Daylight Time Investigation of Chloride Penetration and Steel Corrosion in Repaired Concrete after Exposure to Marine Environment of Thailand https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal/article/view/521 <p><strong>Abstract </strong></p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>This paper aims to investigate the chloride penetration and the steel corrosion in the repaired concrete specimen after exposure to the marine environment of Thailand. The repaired concrete specimen was made in the laboratory and then exposed to the tidal zone of the marine site. There were two parts in the repaired concrete specimen, which were original concrete (OC) and replaced concrete (RC). Cement-only concrete and fly-ash concrete with water to binder ratio (w/b) of 0.65 were used for making the OC, while the RC was produced from fly-ash concrete with w/b of 0.55. The binder replacement by fly ash was employed at 30% and 50%. From the experimental results, it was found that types of concrete in the OC and RC significantly affected the chloride penetration and steel corrosion in the repaired concrete specimen. Chloride penetration resistance of the repaired concrete specimen that the RC made from fly<em>-</em>ash concrete with 50<em>% </em>of FA was higher than that from fly<em>-</em>ash concrete with 30<em>% </em>of FA, while the steel corrosion level was also lower<em>.&nbsp; </em>In addition, the availability of the initial chloride in the OC influenced the chloride penetration profile and steel corrosion level in the RC.</p> <p><strong>Keywords</strong><strong>: </strong>repaired concrete, chloride penetration, steel corrosion, marine, Thailand</p> Lyna Prak, Taweechai Sumranwanich ##submission.copyrightStatement## https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal/article/view/521 Fri, 26 Jun 2020 00:00:00 SE Asia Daylight Time