วารสารวิศวกรรมศาสตร์ ราชมงคลธัญบุรี https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal วารสารวิศวกรรมศาสตร์ ราชมงคลธัญบุรี en-US porakoch.s@en.rmutt.ac.th (Porakoch Sirisuwan) patrapee.s@en.rmutt.ac.th (Patrapee Sunantapot) Tue, 18 Jun 2019 07:46:25 SE Asia Daylight Time OJS 3.1.1.2 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การเคลื่อนที่ติดตามเส้นวิถีโคจรแบบอัตโนมัติของยานพาหนะบนบกและในน้ำ ด้วยตัวควบคุมแบบ L1 Autonomous Trajectory Tracking for Ground and Marine-Surface Vessels Using L1 Controller https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal/article/view/396 <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>บทความวิจัยนี้ได้นำเสนอผลการศึกษาการประยุกต์ใช้ตรรกะการนำทางติดตามเส้นวิถีโคจรแบบอัตโนมัติของหุ่นยนต์รถสี่ล้อและหุ่นยนต์เรือแบบสองทุ่น ด้วยตัวควบคุมแบบ L<sub>1</sub> โดยการคำนวณเส้นทางไปยังเป้าหมายอ้างอิง จะคำนวณค่าคำสั่งความเร่งสู่ศูนย์กลางที่อธิบายด้วยพารามิเตอร์ระยะการขจัด (L<sub>1</sub>) และ อัตราส่วนความหน่วง (<em>x</em>) เพื่อให้ยานพาหนะสามารถลู่เข้าหาเส้นวิถีโคจรแบบเส้นตรงที่กำหนด โดยผลกระทบของสามพารามิเตอร์ คือ 1) L<sub>1 </sub>และ 2) <em>x</em> และ 3) <em>K<sub>ps</sub> </em>ของการควบคุมแบบพีไอดีสำหรับการหันเห (<em>K<sub>ps</sub></em>) ที่มีต่อประสิทธิ าพในการเคลื่อนที่แบบอัตโนมัติของยานพาหนะทั้งสองรูปแบบ จะถูกประเมินผลด้วยการพิจารณาจาก 1) ค่าความผิดพลาดเฉลี่ยของระยะทางของยานพาหนะที่ห่างจากเส้นทางที่กำหนดในแนวตั้งฉาก (average cross-track error) และ 2) ค่าเฉลี่ยของความผิดพลาดสูงสุดของค่าการพุ่งเกิน (overshoot) จากเส้นทางที่กำหนดโดยผลการทดสอบการเคลื่อนที่แบบอัตโนมัตินั้นแสดงให้เห็นว่า หุ่นยนต์รถสี่ล้อที่ควบคุมด้วยตัวควบคุมแบบ L<sub>1</sub> นั้นจะมีลักษณะการลู่เข้าหาเส้นวิถีโคจรเป็นแบบความหน่วงเกิน โดยจะไม่ไว (sensitive) ต่อการเปลี่ยนแปลงของพารามิเตอร์ L<sub>1 </sub>และ <em>x</em> มากนัก เนื่องจากพลศาสตร์ของรถสี่ล้อที่มีความสามารถในการเกาะพื้นได้ดีในระหว่างการเลี้ยวหักมุม ซึ่งจะต่างจากผลการทดสอบของเรือแบบสองทุ่นที่สามารถไถลไปในน้ำเนื่องจากความเฉื่อย ทำให้ผลกระทบของพารามิเตอร์ L<sub>1</sub>, <em>x</em> และ <em>K<sub>ps</sub></em> มีผลกระทบต่อการเคลื่อนที่แบบอัตโนมัติมาก ซึ่งค่าพารามิเตอร์ L<sub>1</sub> และ <em>K<sub>ps</sub></em> ที่น้อย จะทำให้การเคลื่อนที่แบบอัตโนมัติของหุนยนต์เรือสามารถเคลื่อนที่ติดตามเส้นวิถีโคจรแบบเส้นตรงได้อย่างมีประสิทธิ าพดี</p> <p><strong>คำสำคัญ: </strong>การนำทางติดตามเส้นวิถีโคจร ระบบควบคุมแบบอัตโนมัติ ตัวควบคุมแบบ L<sub>1</sub> หุ่นยนต์รถสี่ล้อ หุ่นยนต์เรือแบบสองทุ่น ผลกระทบของพารามิเตอร์</p> <p><strong>Abstract </strong></p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>This research paper presents studies of applying autonomous trajectory-tracking logic for 4-wheel car robot and catamaran robot using an L<sub>1</sub> controller. A trajectory computation toward specified target points need to calculate a centripetal-acceleration command, described by distance (L<sub>1</sub>) and damping ratio (<em>x</em>) parameters, such that vehicle can approach the desired straight-path trajectory. Effect of three parameters: 1) L<sub>1</sub>, 2) <em>x</em> and 3) proportional gain &nbsp;(<em>K<sub>ps</sub></em>) of a PID control for steering, on efficiency of autonomous trajectory tracking of both vehicles are evaluated from 1) an average error of a perpendicular distance from vehicle toward the specified path or average cross-track error and 2) an average maximum error of overshoot from specified path. Experiments of autonomous trajectory tracking reveal that 4-wheel robot car, governed by the L<sub>1</sub> controller, approaches desired trajectory similar to an overdamped response. Robot car trajectory is not sensitive to L<sub>1</sub> and <em>x</em> parameter variations because a 4-wheel car dynamic has good traction capability during a sharp turn. On the contrary, catamaran can slideways in water because of small hydrodynamics drag force. As a result, L<sub>1</sub>, <em>x</em>, <em>K<sub>ps</sub></em>, variations have strong effects on a performance of the autonomous trajectory tracking. Using small&nbsp;L1 and <em>K<sub>ps</sub></em>, catamaran can track specified straight trajectories automatically with good performance</p> <p><strong>&nbsp;</strong><strong>Keywords: </strong>trajectory-tracking navigation, autonomous control system, L1 controller, four-wheel car robot, catamaran robot, effect of parameter variation</p> คุณากร อนุวัตพาณิชย์, ปรัชญา เปรมปราณีรัชต์ ##submission.copyrightStatement## https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal/article/view/396 Mon, 17 Jun 2019 04:23:38 SE Asia Daylight Time การใช้ประโยชน์เศษหินบะซอลต์เนื้อโพรงข่ายเป็นมวลรวมในแผ่นซีเมนต์บอร์ด สำหรับผนังอาคารถอดประกอบ Utilization of Vesicular Basalt Fragment as Aggregate in Cement Board for Knockdown Building Wall https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal/article/view/388 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแผ่นซีเมนต์บอร์ดจากเศษหินบะซอลต์เนื้อโพรงข่าย โดยใช้อัตราส่วนปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเ ท1: ทรายละเอียด: หินบะซอลต์เนื้อโพรงข่าย: สารโซเดียมซิลิเกต: น้ำประปา จำนวน 5 อัตราส่วน เท่ากับ 1: 2: 0: 0.03: 0.5, 1: 2: 2: 0.03: 0.5, 1: 2: 4: 0.03: 0.55, 1: 2: 6: 0.03: 0.6 และ 1: 2: 8: 0.03: 0.65 โดยน้ำหนัก ขึ้นรูปแผ่นซีเมนต์บอร์ดด้วยเครื่องอัด และทดสอบคุณสมบัติตามมาตรฐาน มอก.878-2537 เรื่องแผ่นชิ้นไม้อัดซีเมนต์: ความหนาแน่นสูง จากผลการทดสอบที่อายุการบ่ม 28 วัน พบว่า อัตราส่วน 1: 2: 4: 0.03: 0.55 เป็นอัตราส่วนแผ่นซีเมนต์บอร์ดจากเศษหินบะซอลต์เนื้อโพรงข่ายที่เหมาะสมที่สุด แผ่นซีเมนต์บอร์ดที่พัฒนาขึ้นนี้ สามารถนำเศษหินบะซอลต์เนื้อโพรงข่ายมาใช้เป็นวัสดุก่อสร้างที่มีน้ำหนักเบา แข็งแรง เป็นฉนวนป้องกันความร้อน และทนความชื้นได้ดี</p> <p><strong>&nbsp;</strong><strong>คำสำคัญ: </strong>แผ่นซีเมนต์บอร์ด เศษหินบะซอลต์เนื้อโพรงข่าย ฉนวนป้องกันความร้อน อาคารถอดประกอบ</p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; This research aims to develop the cement board from vesicular basalt fragment. The 5 ratios of Portland cement type1: fine sand: vesicular basalt fragment: sodium silicate: tap water are equal to 1: 2: 0: 0.03: 0.5, 1: 2: 2: 0.03: 0.5, 1: 2: 4: 0.03: 0.55, 1: 2: 6: 0.03: 0.6 and 1: 2: 8: 0.03: 0.65 by weight. The cement boards were produced by compression machine. The property tests of cement-bonded fiberboard followed the TIS. 878-1994 standard (cement bonded particle board: high density). From the results at 28 days of curing, 1: 2: 4: 0.03: 0.55 is the most suitable ratio of cement board from vesicular basalt fragment. This developed cement boards can apply the vesicular basalt fragment to use as the construction materials with light-weight, high strength, good thermal insulation, and moisture protection properties.</p> <p><strong>&nbsp;</strong><strong>Keywords:</strong> cement board, vesicular basalt fragment, thermal insulation, knockdown building</p> ปราโมทย์ วีรานุกูล, กิตติพงษ์ สุวีโร, อิทธิ วีรานุกูล ##submission.copyrightStatement## https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal/article/view/388 Mon, 17 Jun 2019 04:30:56 SE Asia Daylight Time การจัดลำดับแนวทางการปรับปรุงสิ่งสนับสนุนการเรียนรู้ โดยการประยุกต์ใช้ กระบวนการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์ Learning Resources Improvement Project Prioritization: An Application of Analytic Hierarchy Process Method https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal/article/view/408 <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p>เนื่องจากการศึกษาความพึงพอใจต่อสิ่งสนับสนุนการเรียนรู้ในแต่ละด้านงานวิจัยที่ผ่านมาส่วนใหญ่ใช้วิธีการวิจัยเชิงสำรวจและวิเคราะห์ระดับความพึงพอใจโดยใช้ค่าเฉลี่ยเปรียบเทียบกันในแต่ละด้านโดยตรงอีกทั้งยังขาดการแนะนำแนวทางการปรับปรุงที่เป็นรูปธรรมซึ่งเมื่อสถาบันการศึกษาต้องการวางแผนปรับปรุงสิ่งสนับสนุนการเรียนรู้หลายด้านอาจมีข้อจำกัดในเรื่องทรัพยากรที่มีอยู่จึงมิสามารถทำการปรับปรุงในทุกด้านพร้อมกันดังนั้นแนวทางการปรับปรุงพร้อมน้ำหนักความสำคัญของแต่ละแนวทางซึ่งได้มาจากวิธีการที่เหมาะสมจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการวางแผนพัฒนาในระยะยาว งานวิจัยจึงมีจุดมุ่งหมายในการนำเสนอวิธีการจัดลำดับแนวทางการปรับปรุงสิ่งสนับสนุนการเรียนรู้เพื่อเพิ่มความพึงพอใจโดยการประยุกต์ใช้กระบวนการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์ซึ่งมีการให้น้ำหนักความสำคัญของเกณฑ์การคัดเลือกที่แตกต่างกันเพื่อให้สามารถสะท้อนความเป็นจริงมากกว่าวิธีปัจจุบัน ผลการวิจัยพบว่าการจัดลำดับแนวทางการปรับปรุงสิ่งสนับสนุนการเรียนรู้ โดยการประยุกต์ใช้กระบวนการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์ ระบุว่าควรให้ลำดับความสำคัญสูงสุดต่อ แนวทางการปรับปรุงเรื่องการจัดพื้นที่สำหรับอาจารย์และนักศึกษาได้พบปะและแลกเปลี่ยนสนทนา หรือทำงานร่วมกัน รองลงมาเป็นปรับปรุง ระบบอินเทอร์เน็ตใหม่ให้ครอบคลุมพื้นที่มากขึ้น โดยผลดังกล่าวเป็นไปในทางตรงกันข้ามกับวิธีปัจจุบันอันเนื่องมาจากอิทธิพลของความแตกต่างของน้ำหนักความสำคัญของเกณฑ์การคัดเลือกจากการประยุกต์ใช้กระบวนการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์</p> <p><strong>&nbsp;</strong><strong>คำสำคัญ: </strong>กระบวนการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์ &nbsp;ความพึงพอใจ &nbsp;สิ่งสนับสนุนการเรียนรู้ การจัดลำดับ</p> <p><strong>Abstract </strong></p> <p>According to current learning resources satisfaction assessment method, almost current researchers use survey research with average comparison directly among each aspects. Moreover, the clearly improvement methods are not specified. When the institutions have to plan long term improvement projects, all of improvement projects could not be implemented in the same time due to the limited of resources. Therefore, the improvement projects with prioritization that provided by proper calculation method is necessary. This paper proposed learning resources improvement project prioritization using analytic hierarchy process technique that provides different important weight for each selection criteria. This can reasonably reflect the fact more than current method. The results of the analytic hierarchy process prioritization show that the improvement project that was given the highest important weight was “providing the meeting area between teachers and students”. The second place was “improving internet system”. This ranking order was opposite to current method. This might due to the influence of the different important weight for each selection criteria from analytic hierarchy process prioritization method.</p> <p><strong>Keywords: </strong>AHP, Satisfaction, Learning resources, prioritization.</p> มงคล กิตติญาณขจร ##submission.copyrightStatement## https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal/article/view/408 Mon, 17 Jun 2019 04:34:06 SE Asia Daylight Time การบำบัดสีและซีโอดีในน้ำเสียจากอุตสาหกรรมฟอกย้อม โดยถังปฏิกรณ์โฟโตแคทาลิติกชนิดไหลต่อเนื่อง Removal of Color and COD from Dyestuff Industry with Continuous-photocatalytic Reactor https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal/article/view/393 <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>งานวิจัยนี้เตรียมตัวเร่งปฏิกิริยาไทเทเนียมไดออกไซด์ (TiO<sub>2</sub>) แบบฟิล์มบางโดยใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาในกระบวนการโฟโตแคทาลิติก และนำมาใช้ทดสอบประสิทธิ าพในการบำบัดสีและซีโอดีในน้ำเสียจากอุตสาหกรรมฟอกย้อมในถังปฏิกรณ์โฟโตแคทาลิติกชนิดไหลต่อเนื่องโดยใช้แหล่งกำเนิดแสงจากดวงอาทิตย์ ทั้งนี้น้ำเสียจากอุตสาหกรรมจากอุตสาหกรรมฟอกย้อมที่นำมาใช้มี 2 ลักษณะ ได้แก่ น้ำเสียก่อนและหลังผ่านการบำบัดโดยระบบบำบัดน้ำเสียแบบตะกอนเร่งของสถานประกอบการอุตสาหกรรมฟอกย้อม ผลการศึกษาในงานวิจัยนี้ พบว่า การใช้ตัวเร่งปฏิกิริยา TiO<sub>2</sub> แบบฟิล์มบางที่เตรียมขึ้นเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาในกระบวนการโฟโตแคทาลิติกสามารถบำบัดสีและซีโอดีในน้ำเสียทั้ง 2 ลักษณะที่นำมาใช้ทดสอบได้ โดยมีประสิทธิ าพในการบำบัดสีและซีโอดีสูงสุด เท่ากับ 39.85% และ 45.23% ตามลำดับ สำหรับน้ำเสียก่อนผ่านระบบบำบัดน้ำเสียของสถานประกอบการฯ โดยใช้เวลาในการบำบัด 300 นาที และมีประสิทธิ าพในการบำบัดสีและซีโอดีสูงสุด เท่ากับ 28.21% และ 44.41% ตามลำดับ สำหรับน้ำเสียหลังผ่านระบบบำบัดน้ำเสียของสถานประกอบการฯ โดยใช้เวลาในการบำบัด 300 นาที ทั้งนี้จากผลการศึกษาสามารถหาค่าจลนพลศาสตร์ของกระบวนการโฟโตแคทาลิติกในการบำบัดซีโอดีในน้ำเสียจากอุตสาหกรรมฟอกย้อมซึ่งสามารถอธิบายได้โดยสมการปฏิกิริยาอันดับหนึ่ง โดยสามารถหาค่าคงที่การเกิดปฏิกิริยาอันดับหนึ่งได้เท่ากับ 0.0121 และ 0.0107 min<sup>-1</sup>&nbsp; ตามลำดับ สำหรับน้ำเสียก่อนและหลังผ่านการบำบัดโดยระบบบำบัดน้ำเสียของสถานประกอบการอุตสาหกรรมฟอกย้อม</p> <p><strong>คำสำคัญ: </strong>การบำบัดน้ำเสียขั้นสูง โฟโตออกซิเดชัน โซล-เจล &nbsp;อุตสาหกรรมสิ่งทอ&nbsp; </p> <p><strong>Abstract </strong></p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>This research prepared a TiO<sub>2</sub> thin film photocatalyst for photocatalytic process. The removal efficiency of color and COD from dyestuff industry were examined in a continuous-photocatalytic reactor under sunlight as solar irradiation. The wastewater used in this research for photocatalytic performance test comprised of pre- and post-treatment wastewater from the wastewater treatment plant with activated sludge treatment process of dyestuff industry. The results show that the use of prepared TiO<sub>2</sub> photocatalyst in photocatalytic processes can remove color and COD in pre- and post-treatment wastewater with the maximum efficiency of color and COD removal of 39.85% and 45.23%, respectively for pre-treatment wastewater and with the maximum efficiency of 28.21% and 44.41%, respectively for post-treatment wastewater, after 300 minutes treatment. The kinetics of COD removal by photocatalytic process based on the results of this study can be explained by the first-order reaction equation. The calculated first-order reaction constant was 0.0121 min<sup>-1</sup> and 0.0107 min<sup>-1</sup>, respectively for pre- and post-treatment wastewater from the wastewater treatment plant of dyestuff industry.</p> <p>&nbsp;<strong>Keywords: </strong>advanced wastewater treatment, photooxidation, sol-gel, textile industry</p> ธรรมศักดิ์ โรจน์วิรุฬห์, สัญญา สิริวิทยาปกรณ์, อรวรรณ โรจน์วิรุฬห์ ##submission.copyrightStatement## https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal/article/view/393 Mon, 17 Jun 2019 04:39:27 SE Asia Daylight Time การพัฒนาผนังบ้านดินสำเร็จรูปที่ต้านทานการชะล้างสูงและเป็นฉนวนป้องกัน ความร้อนที่ดีสำหรับอาคารอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม Development of Precast Adobe Wall Panel with High Corrosion Resistance and Good Thermal Insulation for Energy and Environmental C... https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal/article/view/385 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <h5>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผนังบ้านดินสำเร็จรูปที่ต้านทานการชะล้างสูงและเป็นฉนวนป้องกันความร้อนที่ดี โดยการนำปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเ ทที่ 1 ดินเหนียว เถ้าแกลบ ฟางข้าว แกลบสด น้ำยากันซึม และน้ำประปา มาผสมและหล่อขึ้นรูปคล้ายกับการหล่อคอนกรีต และเสริมไผ่รวกเป็นวัสดุรับแรง ผลจากการทดสอบ พบว่า ต้นแบบผนังบ้านดินสำเร็จรูปที่เหมาะสมที่สุด คือ อัตราส่วนปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเ ทที่1: ดินเหนียว: เถ้าแกลบ: ฟางข้าว: แกลบสด: น้ำยากันซึม: น้ำประปา เท่ากับ 1: 3: 0.3: 0.02: 0.02: 0.02: 0.4 โดยน้ำหนัก โดยส่วนผสมมีค่าความหนาแน่น 1,797 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ค่าการดูดซึมน้ำ เท่ากับ ร้อยละ 16.70 ความต้านทานแรงดัด 2.61 &nbsp;&nbsp;&nbsp;เมกะพาสคัล ความต้านทานแรงอัด 21.40 เมกะพาสคัล และค่าสัมประสิทธิ์การนำความร้อน 0.314 วัตต์ต่อเมตร-เคลวิน นอกจากนี้ต้นแบบผนังบ้านดินสำเร็จรูปยังมีความทนต่อการกระแทก ความตรง และความแข็ง ผ่านตามมาตรฐาน มอก.2226-2548 กำหนดได้ถึงประเ ทที่ 2 คือ อาคารสำนักงาน ทั้งนี้ปริมาณฟางข้าวและแกลบสดจะมีผลทำให้ความหนาแน่น ความต้านทานแรงดัด และสัมประสิทธิ์การนำความร้อนลดลง ส่วนผลต่อความต้านทานแรงอัด และการดูดซึมน้ำมีค่าที่เพิ่มขึ้น</h5> <p>&nbsp;<strong>คำสำคัญ: </strong>ผนังบ้านดินสำเร็จรูป ดินเหนียว ปูนซีเมนต์ การชะล้าง ฉนวนป้องกันความร้อน</p> <p><strong>Abstract</strong></p> <h5>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; The objective of this research is to develop the precast adobe wall panel with high corrosion resistance and good thermal insulation. The ratio of Portland cement type1, clay, rice husk ash, straw, rice husk, waterproofed liquid, and tap water was mixed and casted as same as the common concrete, and reinforced by bamboo. From the results, the proper prototype ratio of precast adobe wall panel was Portland cement type1: clay: rice husk ash: straw: rice husk: waterproofed liquid: tap water which equal to 1: 3: 0.3: 0.02: 0.02: 0.02: 0.4 by weight. The properties of the precast adobe wall panel prototype included density 1,797 kg/m<sup>3</sup>, water absorption 16.70%, bending strength 2.61 MPa, compressive strength 21.40 MPa, thermal conductivity coefficient 0.314 watt/m.Kelvin. Moreover, the precast adobe wall panel prototype was verified by TIS.2226-2548 with properties of impact resistance, deflection, and hardness in medium duty (MD) level. The contents of straw and rice husk effected the precast adobe wall panel to decrease the density, bending strength, thermal conductivity coefficient, and increase the compressive strength and water absorption.</h5> <h5>&nbsp;<strong>Keywords: </strong>precast adobe wall panel, clay, cement, corrosion and thermal Insulation</h5> วิหาร ดีปัญญา, กิตติพงษ์ สุวีโร ##submission.copyrightStatement## https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal/article/view/385 Mon, 17 Jun 2019 04:46:21 SE Asia Daylight Time การศึกษาเปรียบเทียบสมบัติทางกลและค่าใช้จ่ายในการผลิต สำหรับการเลือกวัสดุใบมีดตัดทางปาล์ม Comparative Study of Mechanical Properties and Production Cost for Palm Cutting Blade Materials Selection https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal/article/view/360 <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>ปัญหาอายุการใช้งานที่สั้นของใบมีดตัดย่อยทางปาล์มส่งผลทำให้ประสิทธิ าพของเครื่องย่อยทางปาล์มลดลง การพัฒนาเพื่อหาใบตัดที่มีประสิทธิ าพและอายุการใช้งานสูงจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่มีการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์ใน 1) การศึกษาสมบัติทางกลและโครงสร้างจุล าคของใบตัดโลหะ 4 ชนิดประกอบด้วยเหล็กกล้า S45C SCM440 SUS304 และ SKD11 และ 2) การเปรียบเทียบต้นทุนในการผลิตใบตัดย่อยทางปาล์ม ผลการทดลองโดยสรุปมีดังต่อไปนี้ ใบตัดเหล็กกล้า SKD11 ที่ผ่านการชุบแข็งด้วยส าวะที่กำหนดให้ค่าความต้านทานการสึกหรอสูงกว่าใบตัดเหล็กกล้า SUS304 S45C และ SCM440 ที่ค่าประมาณร้อยละ 34 45 และ 60 ตามลำดับ นอกจากนั้นพบว่าเหล็กกล้า S45C มีราคาต้นทุนในการผลิตต่อหน่วยต่ำกว่าเหล็กกล้า SCM440 SKD11 และ SUS30 ประมาณร้อยละ 6 42 และ 52 ตามลำดับ เมื่อพิจารณาสมบัติทางกลเช่น ความต้านทานการสึกหรอและความแข็งและต้นทุนการผลิต ใบตัดเหล็กกล้า SKD11 และใบตัดเหล็กกล้า S45C มีความเหมาะสมในการผลิตเป็นใบตัดย่อยทางปาล์มเครื่องตัดย่อยแบบใบตัดตั้งฉากตามลำดับ</p> <p><strong>&nbsp;</strong><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>ปาล์ม เครื่องตัดปาล์ม การสึกหรอ ต้นทุนการผลิต</p> <p><strong>Abstract </strong></p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>Shorten tool life service problem of a palm chopper machine cutting blade affects to deteriorate a palm chopper machine efficiency. Development for optimizing the cutting blade that shows high efficiency and tool life service was an urgent issue that is continuously performed. This research aims to 1) study mechanical properties and microstructure of 4 cutting blades metals and 2) compare the manufacturing cost of palm chopper machine cutting blade. The summarized results are as follows. The SKD11 steel cutting blade that was harden at the given condition showed the higher wear resistance than that of SUS304, S45C and SCM440 steels cutting blades for 34, 45 and 60%, respectively. It was also found that the S45C steel cutting blade showed the lowered manufacturing cost than that of SCM440, SKD11 and SUS304 for 6, 42 and 52%, respectively. When comparing wear resistance and production cost, the SKD11 steel blade and the S45C steel blade were optimized to apply as a cutting blade of the orbital cutting blade palm chopping machine, respectively.&nbsp;</p> <p><strong>&nbsp;</strong><strong>Keywords: </strong>plam, plam chopper, wear, production cost.</p> ปราโมทย์ พูนนายม, วรญา วัฒนจิตสิริ, สุรัตน์ ตรันวนพงศ์, กิตติพงษ์ กิมะพงศ์ ##submission.copyrightStatement## https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal/article/view/360 Mon, 17 Jun 2019 04:52:13 SE Asia Daylight Time การศึกษาเวลามาตรฐานการติดตั้งแม่พิมพ์ กรณีศึกษา บริษัทผลิตถุงพลาสติก A Standard Time Study of Install the Paint Mold : A Case Study of Plastic Bag Manufacturing Company. https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal/article/view/417 <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงการติดตั้งแม่พิมพ์และหาเวลามาตรฐานติดตั้งเครื่องพิมพ์ โดยการศึกษาการติดตั้งแม่พิมพ์ ด้วยการศึกษาการทำงานของ คน-เครื่องจักร พร้อมกับวิเคราะห์ขั้นตอนที่ไม่มีคุณค่าด้วยการตั้งคำถาม 5W1H และปรับปรุงการดำเนินการด้วยหลักการ ECRS ายหลังการปรับปรุงสามารถปรับกระบวนการใหม่โดยตัดขั้นตอนที่ไม่มีคุณค่า ทำให้เหลือขั้นตอนในการติดตั้งแม่พิมพ์จากเดิม 13 ขั้นตอนเหลือ 6 ขั้นตอน ลดเวลาในการติดตั้งแม่พิมพ์จากเดิม ใช้เวลา 76.99 นาที เหลือ 52.42 นาที หรือคิดเป็นลดลงร้อยละ 31.91 จากนั้นทำการหาเวลามาตรฐานโดยการจับเวลาทางตรง พร้อมกับหาจำนวนครั้งการจับเวลาที่เหมาะสมด้วยความเชื่อมั่น 95% และความคลาดเคลื่อน ±10% ผลการวิจัยพบว่าการปรับตั้งแม่พิมพ์ มีเวลาปกติและเวลามาตรฐาน คือ 56.613 นาที และ 65.105 นาที&nbsp;</p> <p><strong>&nbsp;</strong><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>เวลาไม่มีคุณค่า เวลาปกติ เวลามาตรฐาน</p> <p><strong>Abstract </strong></p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>This research aims to improve a mold setup process and determine the standard time for installing the paint Mold. By studying the Mold Installation by focusing on a work study of Man-Machine with analyzing non-value added activities by using 5W1H questions as well as applying ECRS concept in order to improve the setup process. After the process has been improved by eliminated non-value added activities, the activities of setting up the printing machine have been reduced from 13 activities to 6 activities, the time of a mold setup was reduced from 76.99 minutes to 52.42 minutes, 57.13% time decreased. After that, find out the standard time by employing stopwatch and counting suitable numbers with the 95% confidence interval and ± 10% tolerance. The result shows that normal time and standard time are 56.613 minutes and 65.105 minutes.&nbsp;</p> <p><strong>&nbsp;</strong><strong>Keywords: </strong>Non-value added-time, Normal time, Standard time.</p> กิตติชัย อธิกุลรัตน์ ##submission.copyrightStatement## https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal/article/view/417 Mon, 17 Jun 2019 04:57:29 SE Asia Daylight Time การศึกษาความเป็นไปได้ทางเทคนิคของการใช้ถ่านชาร์จาก กระบวนการไพโรไลซิสแบบเร็วเป็นสารดูดซับมลพิษอากาศในอาคาร Technical Feasibility Study of Char from Fast-Pyrolysis as Adsorbent for Removing Indoor Air Pollutant https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal/article/view/401 <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>งานวิจัยนี้ศึกษาสมบัติกาย าพและเคมีของถ่านชาร์จากกระบวนการไพโรไลซิสแบบเร็วของชีวมวล 2 ชนิด ได้แก่ ขี้เลื่อยไม้และไม้กระถินยักษ์ เพื่อใช้ถ่านชาร์เป็นสารดูดซับมลพิษอากาศในอาคาร ทำการทดสอบสมบัติของถ่านชาร์ ได้แก่ ไอโซเทอมการดูดซับก๊าซโทลูอีนซึ่งใช้เป็นตัวแทนมลพิษอินทรีย์ระเหย ค่าไอโอดีน พื้นที่ผิวจำเพาะและรูพรุน หมู่ฟังก์ชันบนพื้นผิว และโครงสร้างอสัณฐานวิทยาด้วยกล้องจุลทรรศน์แบบส่องกราด และเปรียบเทียบกับถ่านกัมมันต์ที่ผลิตเชิงพาณิชย์จากกะลามะพร้าวและยูคาลิปตัส&nbsp; ผลการวิเคราะห์ไอโซเทอมฟรุนดลิชพบว่าถ่านชาร์ทั้งสองมีลักษณะการดูดซับดี ถ่านชาร์ไม้กระถินยักษ์ให้ค่าความจุจำเพาะของการดูดซับและเลขยกกำลังฟรุนดลิชใกล้เคียงกับถ่านกัมมันต์เชิงพาณิชย์ ค่าไอโอดีนของถ่านชาร์ขี้เลื่อยไม้และไม้กระถินยักษ์เท่ากับ 731 และ 802 มก./กรัม ตามลำดับ โดยถ่านชาร์ไม้กระถินยักษ์มีพื้นที่ผิวจำเพาะและเส้นผ่านศูนย์กลางรูพรุนมากกว่าถ่านชาร์ขี้เลื่อยไม้ประมาณ 2 เท่า สอดคล้อง าพถ่ายกล้องจุลทรรศน์แบบส่องกราดที่แสดงให้เห็นรูพรุนของถ่านชาร์ไม้กระถินยักษ์มีลักษณะคล้ายคาปิลารีและช่องเปิดใหญ่กว่า หมู่ฟังก์ชันบนพื้นผิวบนถ่านชาร์ทั้งสองมีพันธะหมู่อะโรมาติก จากสมบัติดังกล่าวสามารถนำถ่านชาร์ไม้กระถินยักษ์ไปใช้เป็นสารดูดซับมลพิษอากาศประเ ทสารอะโรมาติกได้โดยตรง รวมทั้งการนำถ่านชาร์มาผ่านกระบวนการกระตุ้นผลิตเป็นถ่านกัมมันต์เพื่อปรับปรุงพื้นผิวการดูดซับและเพิ่มหมู่ฟังก์ชันบนพื้นผิวให้มีความสามารถในการดูดซับกลิ่นหรือสารมลพิษอากาศประเ ทอื่น</p> <p><strong>&nbsp;</strong><strong>คำสำคัญ: </strong>ถ่านชาร์ ไพโรไลซิส สารดูดซับ สารอินทรีย์ระเหย การเพิ่มมูลค่า<br><br></p> <p><strong>Abstract </strong></p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>This research was to characterize physical and chemical properties of char obtained from fast pyrolysis of two biomass types, i.e. sawdust and acacia wood, in order to use char as an adsorbent for removal of indoor air pollutants. Studied chars were tested as follows: adsorption isotherm for gaseous toluene used as a representative of a volatile organic compound, iodine number, specific surface area and pore characteristics, functional groups on the surface, and morphology by scanning electron microscopy (SEM). The Freundlich isotherm indicated that both chars provided favorable adsorption isotherms. The acacia-wood char had specific adsorption capacity and Freundlich isotherm exponent closer to the activated carbon. Iodine numbers of the acacia-wood and sawdust chars were 731 and 802 mg/g, respectively. The specific surface area and mean pore size of the acacia-wood char were twice as large as those of the sawdust char. These results agreed with SEM images that showed capillary-like pores and greater open pores found in the acacia-wood char than in the sawdust char. The similar functional group of aromatic bonds was observed on the surfaces of both chars. According to these properties, the acacia-wood char is capable of directly using as an adsorbent for removing aromatic indoor pollutants. Furthermore, improvement of the char properties by activation and addition of particular functional groups on the surfaces can increase the char ability to adsorb odors and other air pollutants.</p> <p><strong>&nbsp;</strong><strong>Keywords: </strong>char, pyrolysis, adsorbent, volatile organic compounds, value-added</p> มณีรัตน์ องค์วรรณดี, ทับทิม ชาติสุวรรณ์, อดิศักดิ์ ปัตติยะ ##submission.copyrightStatement## https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal/article/view/401 Mon, 17 Jun 2019 05:01:47 SE Asia Daylight Time การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรการเชื่อมอาร์กโลหะแก๊สคลุมและ สมบัติของโลหะเชื่อมพอกแข็งเหล็กหล่อสีเทา Relative Study of Gas Metal Arc Welding Parameter and Hard-faced Weld Metal Properties on Grey Cast Iron Surface https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal/article/view/352 <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>การเชื่อมพอกแข็งเป็นหนึ่งในวิธีการเพิ่มสมบัติทางกลของพื้นผิวชิ้นส่วนเครื่องจักร เช่น ความแข็ง หรือความต้านทานการเสียดสี ที่สามารถทำได้ง่ายและการปฏิบัติการไม่ซับซ้อน อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงวัสดุพื้นผิวหรือวัสดุของผิวพอกแข็งที่มีการกระทำอย่างต่อเนื่องส่งผลทำให้ต้องมีการศึกษาเพื่อจัดทำข้อกำหนดจำเพาะขั้นตอนการเชื่อมใหม่ งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์ในการศึกษาตัวแปรการเชื่อมอาร์กโลหะแก๊สคลุมประกอบด้วยกระแสเชื่อมและจำนวนชั้นการพอกแข็ง ที่มีผลต่อความต้านทานการสึกหรอ ความแข็ง โครงสร้างจุล าค และการแตกร้าวของโลหะเชื่อมพอกแข็งบนพื้นผิวเหล็กหล่อเทา ผลการทดลองโดยสรุปมีดังนี้ กระแสเชื่อมที่เพิ่มขึ้นส่งผลทำให้ความแข็งของแนวเชื่อมพอกแข็งและความต้านทานการสึกหรอของแนวเชื่อมเพิ่มขึ้น ตัวแปรการเชื่อมที่ให้ค่าความแข็งสูงสุด 550 HV และอัตราการต้านทานการสึกหรอต่ำสุด 1.23 % คือแนวเชื่อมพอกแข็งกระแสเชื่อม 160 A&nbsp; การเพิ่มจำนวนชั้นในการพอกแข็งส่งผลทำให้ความแข็งและความต้านทานการสึกหรอเพิ่มขึ้น แต่ส่งผลทำให้ปริมาณการแตกร้าวในโลหะเชื่อมเพิ่มขึ้น</p> <p><strong>&nbsp;</strong><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>การเชื่อมพอกแข็ง กระแสเชื่อม จำนวนชั้น การสึกหรอการแตกร้าว</p> <p><strong>Abstract </strong></p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>Hard-faced welding is a simple and non-complex operation that could raise mechanical properties such as hardness and wear of the machine part surface. However, a variation of a base material and an electrode that is continuously performed, it leads to investigate for new welding procedure specification. This research aims to study gas metal arc welding process parameter that composed of welding currents and hard-faced weld layers on wear, hardness, microstructure and cracking on a hard-faced weld metal on gery cast surface. The summarized results were as follows. Increase of the welding current affected to increase the hardness and the wear resistance of the hard-faced weld metal. The optimum welding parameter that produced the hardness of 550 HV and the wear resistance of 1.23% was the welding current of 160 A. Increase of the hard-faced weld layer resulted in the increase of the hardness and the wear resistance of the weld metal and resulted in the increase of the crack amount.&nbsp;</p> <p><strong>&nbsp;</strong><strong>Keywords: </strong>hard-faced welding, welding current, welding layer, wear, cracking.</p> ทวี หมัดส๊ะ, ปิยะวรรณ สูนาสวน, อรจิตร แจ่มแสง ##submission.copyrightStatement## https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal/article/view/352 Mon, 17 Jun 2019 05:05:15 SE Asia Daylight Time การหาค่าปัจจัยการตัดย่อยทางปาล์มที่เหมาะสมด้วยเครื่องตัดย่อยใบตัดตั้ง Palm Cutting Parameter Optimization of Orbital Cutting Blade Chopper Machine https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal/article/view/357 <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>เทคนิคการตัดกิ่งปาล์มด้านล่างเป็นวิธีการเพิ่มผลิต าพในพื้นที่การเพาะปลูกปาล์มเนื่องจากการตัดกิ่งปาล์มด้านล่างให้สั้นลงนั้นสามารถทำให้ต้นปาล์มสามารถเก็บสะสมอาหารไว้ได้มากกว่า สามารถทำให้เกิดการแตกทางปาล์มใหม่ และสามารถส่งผลต่อการเพิ่มปริมาณผลปาล์มให้สูงขึ้นได้ ในการดำเนินการดังกล่าวส่งผลทำให้ปริมาณขยะกิ่งปาล์มในปริมาณสูงและมีความต้องการในการนำไปใช้ประโยชน์ เช่น การทำปุ๋ย หรือเป็นอาหารสัตว์ในอนาคต ด้วยเหตุนี้การตัดย่อยเพื่อให้เกิดเศษขนาดเล็กและมีความเหมาะสมในการนำไปใช้ประโยชน์จึงมีความจำเป็นในการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง บทความนี้มีจุดประสงค์ คือ 1) เพื่อทำการออกแบบการทดลองเพื่อหาค่าปัจจัยการตัดที่เหมาะสมซึ่งสามารถทำให้เกิดเศษขนาดเล็กและปริมาณเศษปาล์มที่มีค่าสูงโดยการใช้เครื่องตัดทางปาล์มใบตั้ง และ 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของปัจจัยการตัดที่ส่งผลต่อขนาดและปริมาณเศษทางปาล์ม ปัจจัยการตัดในการศึกษานี้ประกอบด้วยความเร็วรอบ 540-1000 รอบต่อนาที และจำนวนของใบตัด 2-6 ใบ การวิเคราะห์ด้วยวิธีทางสถิติแบบแฟคตอเรียล 2<sup>3</sup> แฟคตอเรียล แบบ 2 ปัจจัย 3 ระดับ ถูกใช้ในการออกแบบและวิเคราะห์การทดลอง ผลการทดลองโดยสรุปพบว่า ตัวแปรการตัดที่ให้ค่าเศษการตัดที่มีขนาด 3.8 มิลลิเมตร และปริมาณการผลิตเศษ 6600 กรัม ประกอบด้วยความเร็วรอบ 1000 รอบต่อนาทีของเครื่องย่อยทางปาล์ม และจำนวนใบมีดตัด 6 ใบ การเพิ่มความเร็วรอบในการตัดและการเพิ่มจำนวนใบตัดส่งผลทำให้ขนาดของเศษการตัดทางปาล์มลดลง และทำให้ปริมาณการผลิตเศษทางปาล์มมีค่าเพิ่มขึ้น</p> <p><strong>&nbsp;</strong><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>ปาล์ม การตัด อัตราการผลิตเศษ</p> <p><strong>Abstract </strong></p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>Lower palm branch cutting technique was a productivity method in a palm growing area due to this cutting technique could store more food for the palm tree, produce a new palm branch and also affect to increase a higher palm fruit. To perform this technique, larger amount of the palm branch waste was produced and was required to utilize as a fertilizer or an animal feed in the near future. Therefore, the palm chopping that could produce small scrap size and suit to utilize was continuously performed. This article aimed 1) to experimental design for optimizing cutting parameter that could produce small scrap size and large amount of scrap using an orbital cutting blade palm chopping machine and 2) to study the laration of the cutting parameter that could influence the palm scrap size and amount. The cutting parameter in this study was composed of the cutting speed of 540-1000 rpm and cutting blade amount of 2-6 blades. 2<sup>3</sup> factorial statistical analysis technique which was 2 factors and 3 levels, was carried out to design and analyzed the experimental results. The summarized results are as follows. The optimized cutting parameter that could produce the palm scraps size of 3.8 millimeters and the palm scrap amount of 6600 grams was a cutting speed of 1000 revolutions per minute and the cutting blade of 6 blades. An increase of the cutting speed and an increase of the blade amount affected directly to decrease the palm scraps size and increase the palm scrap production amount.&nbsp;</p> <p><strong>&nbsp;</strong><strong>Keywords: </strong>palm, cutting, scrap production rate.</p> สุรัตน์ ตรัยวนพงศ์, ปราโมทย์ พูนนายม, วรญา วัฒนจิตสิริ, กิตติพงษ์ กิมะพงศ์ ##submission.copyrightStatement## https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal/article/view/357 Mon, 17 Jun 2019 05:57:31 SE Asia Daylight Time การออกแบบและสร้างเครื่องลอกเยื่อเมล็ดบัวหลวง Design and Fabrication of a Lotus Seed Membrane Peeling Machine https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal/article/view/397 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เครื่องลอกเยื่อเมล็ดบัวหลวงได้ถูกออกแบบและสร้างขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดเวลาและแรงงานในการแปรรูปเมล็ดบัวอบซึ่งเป็นสินค้าโอทอปของจังหวัดที่มีการทำนาบัว เครื่องต้นแบบประกอบด้วย โครงสร้างเครื่อง ชุดลอกเยื่อเมล็ดบัวหลวง ระบบส่งกำลัง และใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 0.5 แรงม้าเป็นต้นกำลัง หลักการทำงานของเครื่องเริ่มจากผู้ทำงานป้อนเมล็ดบัวหลวงครั้งละ 0.5 กิโลกรัม และน้ำ 1.5 ลิตร ลงในช่องป้อนทางด้านบนของเครื่องเพื่อลอกเยื่อในชุดลอกเยื่อเมล็ดบัวหลวง หลังจากที่เมล็ดบัวหลวงถูกลอกเยื่อแล้ว จึงเปิดช่องทางออกซึ่งอยู่ทางด้านล่างของเครื่องเพื่อให้เมล็ดบัวไหลออกมาสู่ าชนะรองรับ จากการทดสอบเครื่องลอกเยื่อเมล็ดบัวหลวงที่ความเร็วของชุดลอกเยื่อที่ 1,000 1,200 และ 1,400 รอบต่อนาที ที่เวลาในการทดสอบ 3, 4, 5, 6 และ 7 นาที ตามลำดับ พบว่าเครื่องต้นแบบสามารถทำงานได้ดีที่สุดที่ความเร็วของชุดลอกเยื่อ 1,200 รอบต่อนาที ใช้เวลาทำงาน 4 นาที มีความสามารถในการทำงาน 7.1 กิโลกรัมต่อชั่วโมง เปอร์เซ็นต์ในการลอกเยื่อเมล็ดบัวหลวง 94.5% เปอร์เซ็นต์ความเสียหายของเมล็ด 2.9% และอัตราการสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้า 0.66 กิโลวัตต์-ชั่วโมง จากการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์วิศวกรรมพบว่าเมื่อใช้เครื่องลอกเยื่อเมล็ดบัวหลวง 1,440 ชั่วโมงต่อปี มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของเครื่อง 3.90 บาทต่อกิโลกรัม จะมีระยะคืนทุน 3.4 ปี และจุดคุ้มทุน 1,170 ชั่วโมงต่อปี เมื่อเปรียบเทียบกับการลอกเยื่อด้วยแรงงานคน</p> <p>&nbsp;<strong>คำสำคัญ:</strong> การออกแบบ, เครื่องลอกเยื่อ, เมล็ดบัวหลวง, บัวหลวง</p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p>The research was to design and fabricate a lotus seeds membrane peeling machine to minimize the time and labor requirement in the processing of OTOP products of the provinces with lotus planting areas. The prototype consists of the main frame, lotus seed membrane peeling unit, the power transmission unit, and a 0.5 hp electric motor, which was used as a prime mover. In the operation, the 0.5 kg lotus seeds and 1.5 lites of water were fed manually into feeding chute at the top of the machine to peel the lotus seed membrane in the peeling unit. After the peeling, lotus seeds were released through outlet chute at the bottom. Results of testing at the peeling speed of 1,000, 1,200 and 1,400 rpm, and testing time at 3, 4, 5, 6 and 7 min, respectively indicated that the optimal performance was achieved when the machine was operated 4 min at peeling speed 1,200 rpm. The working capacity was 7.1 kg/hour, percentage of peeling was found to be 94.5% with seed damaged 2.9%, and consumed 0.66 kW-hour of energy. An engineering economic analysis showed that, at an annual usage rate of 1,440 hours, the machine cost was on average of 3.9 THB per kilogram, payback period of 3.4 years and the break-even point of the machine was 1,170 hours per year.</p> <p>&nbsp;<strong>Keywords:</strong> design, peeling machine, lotus seed, lotus</p> จตุรงค์ ลังกาพินธุ์, สุนัน ปานสาคร, รุ่งเรือง กาลศิริศิลป์, เกรียงไกร แซมสีม่วง, ปาริษา งามนิล, ธีรภัทร์ จูอี้ ##submission.copyrightStatement## https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal/article/view/397 Mon, 17 Jun 2019 06:02:00 SE Asia Daylight Time การออกแบบและสร้างเครื่องสไลด์เหง้าบัวเพื่อเพิ่มประสิทธิ าพ การแปรรูปผลิตผลทางการเกษตร Design and Construction of the Lotus Root Slicing Machine to Increase the Efficiency of the Agricultural Product Process https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal/article/view/365 <p><strong>บทคัดย่อ</strong> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การออกแบบและสร้างเครื่องสไลด์เหง้าบัวเพื่อนำไปเพิ่มประสิทธิ าพในกระบวนการแปรรูปให้กับกลุ่มเกษตรกร โดยเครื่องสไลด์เหง้าบัวประกอบด้วย กระบอกใส่เหง้าบัว ชุดสไลด์เหง้าบัว&nbsp; และชุดต้นกำลังใช้มอเตอร์ขนาด 1/2 แรงม้า การออกแบบและสร้างเครื่องจะใช้หลักทางกลเป็นส่วนสำคัญ การทำงานของเครื่องโดยผู้ทำงานจะป้อนเหง้าบัวลงในกระบอก ซึ่งกระบอกที่ใส่มีมุมให้เลือก 45 และ 90 องศา โดยปัจจัยที่ศึกษาคือความเร็วรอบของชุดสไลด์เหง้าบัวที่เหมาะสม จากผลการทดสอบพบว่า สมรรถนะสูงสุดของเครื่องสไลด์เหง้าบัวอยู่ที่ความเร็วรอบ 200 รอบต่อนาที สามารถสไลด์เหง้าบัวได้ 55 และ 60 กิโลกรัมต่อชั่วโมง ที่กระบอกใส่เหง้าบัวมุม 45 และ 90 องศา ตามลำดับ และเครื่องสามารถสไลด์เหง้าบัวได้มากกว่าการสไลด์ด้วยแรงงานคน 2.4 เท่า มีอัตราการสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้า 0.373 กิโลวัตต์-ชั่วโมง ซึ่งเครื่องสไลด์เหง้าบัวสามารถสไลด์เหง้าบัวได้สม่ำเสมอและมีอัตราการผลิตคงที่ถึงแม้ว่าจะทำงานเป็นระยะเวลานาน และเมื่อเกษตรกรนำเครื่องสไลด์เหง้าบัวไปใช้จะมีระยะเวลาการคืนทุน 3.2 เดือน</p> <p>&nbsp;<strong>คำสำคัญ:</strong> บัว เหง้าบัว เครื่องสไลด์</p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; Design and construction of the lotus root slicing machine are to increase the efficiency of the agricultural product process for the farmer sector. The lotus root slicing machine consists of the lotus root feeding pipe, the lotus root slicing unit and the motor power unit 1/2 hp. The design and construction of this machine use the mechanical principles as the important parts. For the operation of the machine, the operator brings the lotus root into the lotus root feeding pipe that is composed of two angle choices: 45 and 90 degrees. The studied parameter is the suitable speed for the lotus root slicing unit. From the experiment, it is found that the maximum efficiency of the lotus root slicing machine occurs at speed 200 rpm. The machine can slice the lotus root 55 kg/h and 60 kg/h at the angle 45 and 90 degrees, respectively. Furthermore, the machine can slice the lotus root more than 2.4 times the labor force does. The power consumption is 0.373 kW-h. The lotus root slicing machine can cut the lotus root regularly and has a constant production rate despite working for long periods of time. When the farmers use the lotus root slicing machine, the payback period is 3.2 month.</p> <p>&nbsp;<strong>Keywords</strong>: &nbsp;lotus, lotus root, slicing machine</p> มานพ แย้มแฟง, บุณย์ฤทธิ์ ประสาทแก้ว ##submission.copyrightStatement## https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal/article/view/365 Mon, 17 Jun 2019 06:05:01 SE Asia Daylight Time ค่าการยุบตัวและกำลังอัดของคอนกรีตผสมมวลรวมใช้แล้วแทนมวลรวมหยาบ และหินฝุ่นแทนมวลรวมละเอียด Slump and Compressive Strength of Concrete Containing Recycled Aggregate and Lime Stone Dust https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal/article/view/392 <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาความสามารถในการใช้งานและกำลังอัดของคอนกรีตที่ใช้มวลรวมใช้แล้วแทนมวลรวมหยาบจากธรรมขาติ (หินปูนย่อย) ในอัตราส่วนร้อยละ 70, 80, 90 และ 100 โดยปริมาตรของมวลรวมหยาบ และหินฝุ่นแทนมวลรวมละเอียดจากธรรมชาติ (ทรายแม่น้ำ) ในอัตราส่วนร้อยละ 70, 80, 90 และ 100 โดยปริมาตรของมวลรวมละเอียด เป็นส่วนผสม โดยมีอัตราส่วนน้ำต่อวัสดุประสานเท่ากับ 0.65 ทดสอบกำลังอัดของคอนกรีตที่อายุ 1, 3, 7, 14, 21 และ 28 วัน โดยใช้ตัวอย่างทรงกระบอกขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 150 มม. สูง 300 มม. ผลการทดสอบพบว่าค่าการยุบตัวของคอนกรีตมีแนวโน้มลดลงตามปริมาณการใช้หินฝุ่นแทนทรายธรรมชาติที่เพิ่มมากขึ้น ในขณะที่การใช้เศษคอนกรีตแทนหินธรรมชาติ มีแนวโน้มทำให้ค่าการยุบตัวของคอนกรีตเพิ่มขึ้นเล็กน้อย กำลังอัดของคอนกรีตที่อายุ 28 วัน มีแนวโน้มลดลงตามปริมาณอัตราส่วนเศษคอนกรีตแทนที่หินธรรมชาติที่เพิ่มขึ้น และหินฝุ่นแทนที่ทรายธรรมชาติไม่เกินร้อยละ 80 ทำให้ค่ากำลังอัดของคอนกรีตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ในขณะที่การใช้หินฝุ่นแทนที่ทรายธรรมชาติมากเกินกว่าร้อยละ 80 ส่งผลกระทบให้ค่ากำลังอัดของคอนกรีตมีแนวโน้มลดลง สำหรับแนวโน้มการพัฒนากำลังอัดของคอนกรีตที่มีหินฝุ่นและเศษคอนกรีตเป็นส่วนผสม พบว่ามีแนวโน้มการพัฒนากำลังอัดคล้ายกับคอนกรีตควบคุมที่ใช้ทรายและหินธรรมชาติล้วนเป็นมวลรวม</p> <p><strong>คำสำคัญ: </strong>มวลรวมใช้แล้ว หินฝุ่น กำลังอัด ค่าการยุบตัว</p> <p><strong>Abstract </strong></p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>This research is to study the workability and compressive strength of concrete containing recycled aggregate and lime stone dust. Recycled aggregate (RCA) is used to replace crushed stone was 70%, 80%, 90% and 100% by volume of total coarse aggregate. Lime stone dust (CD) is used to replace river sand was 70%, 80%, 90% and 100% by volume of total fine aggregate. The water to binder ratio = 0.65 was used. Compressive strength was determined at the ages of 1, 3, 7, 14, 21 and 28 days by using concrete cylinder (dimension was 150 millimeter in diameter and 300 millimeter in height) for testing. The results show that, workability of concrete was decreasing, when the amount of CD to be increasing, while workability of concrete was slightly increased, when the amount of RCA to be increasing. For the compressive strength of concrete at the ages of 28 days, the tendency was to be decreasing, when the amount of RCA to be increasing. For the amount of CD in concrete lower than 80%, compressive strength was tending to increasing. While the amount of CD in concrete more than 80%, compressive strength was decreased. In addition, the tendency of the compressive strength development of concrete with RCA and CD was similar to conventional concrete (concrete without RCA and CD).</p> <p><strong>&nbsp;</strong><strong>Keywords: </strong>recycled concrete, lime stone dust, compressive strength and slump.</p> วิศวินทร์ อัครปัญญาธร ##submission.copyrightStatement## https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal/article/view/392 Mon, 17 Jun 2019 06:14:18 SE Asia Daylight Time ผลกระทบของรูปทรงส่วนปลายใบแบบครึ่งทรงกระบอกต่อสมรรถนะ ของกังหันลมแบบแกนแนวตั้ง Effects of End Plates of Bucket on the Performance of Vertical Axis Wind Turbines https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal/article/view/427 <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>การวิจัยเชิงทดลองครั้งนี้เพื่อศึกษาผลกระทบของรูปทรงส่วนปลายใบแบบครึ่งทรงกระบอกต่อสมรรถนะของกังหันลมและการทำนายประสิทธิ าพกังหันลมแบบแกนแนวตั้งที่มีรูปแบบการปิดส่วนของปลายใบแตกต่างกัน&nbsp; ใบกังหันลมทำด้วยเหล็กหนา 1.2 mm อัตราส่วนความสูงต่อความกว้าง (<em>h/b</em>) เท่ากับ 2.0 ใบกังหันลมที่ใช้ในการทดลองมี 3 รูปแบบ คือ แบบปลายใบเปิด (Model 1) แบบปลายใบปิดตั้งฉาก (Model 2) และแบบปลายใบปิดเฉียง 45<sup>o</sup> (Model 3) โดยทำการทดลองหาสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ (<em>C<sub>d</sub></em>) แล้วนำใบกังหันที่มีค่า <em>C<sub>d</sub></em> ต่ำสุด 2 รูปแบบมาประกอบเป็นกังหันลมชนิด 2 ใบ โดยมีระยะเกยของใบกังหันเท่ากับ 0.1d ทำการทดลอง ายในอุโมงค์ลมด้วยความเร็วลมคงที่ระหว่าง 2.7 ถึง 9.2 m/s ผลการทดลองพบว่าลักษณะส่วนปลายของใบแบบปิดเฉียง 45º มีค่า <em>C<sub>d</sub></em> ต่ำสุดเท่ากับ 1.19 และมีค่าประสิทธิ าพพลังงานลม (<em>P<sub>m</sub>/P<sub>w</sub></em>) เฉลี่ย 27% ด้วยอัตราส่วนของความเร็วเชิงมุมต่อความเร็วลม () เท่ากับ 0.8 นอกจากนี้สามารถทำนายประสิทธิ าพสูงสุดของกังหันลมด้วยความสัมพันธ์ของ ความเร็วลม ความเร็วเชิงมุม สัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ อัตราเร็วรอบ และประสิทธิ าพของใบกังหัน</p> <p><strong>&nbsp;</strong><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>กังหันลม แกนแนวตั้ง ความเร็วลม แรงต้านอากาศ สมรรถนะ</p> <p><strong>Abstract </strong></p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>This experimental research was conduct to study the effect of the bucket savonius rotors on the performance and predicting an efficiency of vertical axis wind turbines with different closing end of bucket. The bucket made from mild steel with 1.2 mm of thickness while the ratio of height to length (<em>h/b</em>) is 2.0. There are three types of bucket for used in the experimental. That the both ends open is Model 1, the both ends horizontal closed is Model 2 and the both ends 45<sup>o</sup> closed is Model 3. Drag coefficient (<em>C<sub>d</sub></em>) of bucket is the first tested. Then assembly to the savonius rotors with the smallest <em>C<sub>d</sub></em> value in two type of bucket, while the gap of bucket is 0.1d. Experiment within the wind tunnel with constant wind speed between 2.7 to 9.2 m/s. The results showed that the bucket both ends 45<sup>o</sup> closed had the smallest C<sub>d</sub> value of 1.19. An average wind energy efficiency (<em>P<sub>m</sub>/P<sub>w</sub></em>) was 27% in speed ratio () of 0.8. Moreover, it is also to predicting the maximum efficiency of a wind turbine by using the relationship of wind speed, angular speed, drag coefficient, shaft speed and the efficiency of turbine bucket.</p> <p><strong>&nbsp;</strong><strong>Keywords:</strong> wind turbine, vertical axis, wind velocity, drag force, performance</p> ธนาพล สุขชนะ ##submission.copyrightStatement## https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal/article/view/427 Mon, 17 Jun 2019 06:21:32 SE Asia Daylight Time ผลของอุณห ูมิในขั้นตอนการแช่และการอบแห้งต่อคุณ าพของ ข้าวนึ่งพันธุ์หอมนิล Effect of Temperature on Soaking and Drying on Quality of Parboiled Hom-nin Rice https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal/article/view/380 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาผลของอุณห ูมิ (30,40<sup>o</sup>C) ในขั้นตอนการแช่เมล็ดข้าวในน้ำ และอุณห ูมิ (40, 80<sup>o</sup>C) ในขั้นตอนการอบแห้ง ต่อคุณ าพข้าวนึ่งพันธุ์หอมนิล ได้แก่ ค่าสี (<em>L</em>*<em>,a</em>*,<em>b</em>*) ค่าความแตกต่างของสีโดยรวม (DE*) ค่าความชื้น ค่าปริมาณน้ำอิสระ และค่าปริมาณสารแอนโทไซยานิน ผลการวิจัยพบว่า ค่าสี <em>L</em>*<em>a</em>* <em>b</em>* ของเมล็ดข้าวหอมนิลก่อนและหลังกระบวนการผลิตข้าวนึ่ง ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P&gt;0.05) แต่เมื่อเปรียบเทียบค่าความแตกต่างของสีโดยรวมระหว่างค่าสีของเมล็ดข้าวหอมนิลก่อนและหลังการผลิตข้าวนึ่ง พบแนวโน้มการลดลงเมื่อเพิ่มอุณห ูมิในการแช่เมล็ดข้าวหอมนิลจาก 30<sup>o</sup>C เป็น 40<sup>o</sup>C ที่เวลา 4 hr และการอบแห้งข้าวหอมนิลนึ่งด้วยอุณห ูมิ 40<sup>o</sup>C และ 80<sup>o</sup>C ทั้งนี้จากการลดความชื้นของเมล็ดข้าวหอมนิลนึ่ง ให้ค่าปริมาณความชื้นระหว่าง 11.33-13.57%wb. และค่าวอเตอร์แอคติวิตี้ (a<sub>w</sub>) ระหว่าง 0.5-0.6 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสำหรับผลิต ัณฑ์อาหารแห้งเนื่องจากช่วยยืดอายุการเก็บรักษา นอกจากนี้เมื่อตรวจสอบปริมาณสารแอนโทไซยานิน พบว่าข้าวหอมนิลก่อนผ่านกระบวนการนึ่งมีค่า 5.11 mg/g dry weight และคงเหลือระหว่าง 3.03-4.33 mg/g dry weight เมื่อเมล็ดข้าวหอมนิลผ่านการแช่ในน้ำที่อุณห ูมิเพิ่มสูงขึ้น ร่วมกับการลดความชื้นด้วยการอบแห้งที่อุณห ูมิสูงขึ้น อย่างไรก็ตามกระบวนการผลิตข้าวนึ่งเป็นการปรับปรุงคุณ าพข้าวและช่วยให้สามารถเก็บรักษาได้ยาวนานขึ้นกว่าการเก็บในรูปของข้าวกล้องหอมนิล</p> <p><strong>&nbsp;</strong><strong>คำสำคัญ :</strong> ข้าวหอมนิล ข้าวนึ่ง การแช่ การอบแห้ง แอนโทไซยานิน</p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p>The objective of research was to investigate the effect of temperature (30, 40<sup>o</sup>C) on the immersion process of rice in water and temperature (40, 80<sup>o</sup>C) in the drying step to the quality of parboiled Hom-nin rice. Color values ​​(<em>L</em>*,<em>a</em>*<em>,b</em>*), total color difference (DE*), moisture content and the amount of anthocyanin were investigated. The results showed that no statistically significant differences (P&gt;0.05) in color value (<em>L</em>*,<em>a</em>*,<em>b</em>*) of the Hom-nin rice kernel before and after the production of parboiled rice. However, find out the total color difference reduction trend when increasing the temperature of the soaked rice seed from 30<sup>o</sup>C to 40<sup>o</sup>C at 4 hr and drying of parboiled Hom-nin rice with temperature 40<sup>o</sup>C and 80<sup>o</sup>C. By the dehumidification of parboiled Hom-nin rice kernel was show the moisture content value between 11.33-13.57%wb. and water activity (a<sub>w</sub>) between 0.5-0.6. It is suitable for dry food products as it extends the shelf life. In addition, when detecting the amount of anthocyanin of Hom-nin rice was presented 5.11 mg/g dry weight. But, after rice is soaked in water and drying at higher temperatures from parboiling process found that the amount of anthocyanin just left between 3.03-4.33 mg/g dry weight. However, the production process of parboiled rice is to improve rice quality and it can be stored longer than the storage in the form of brown rice.</p> <p>&nbsp;<strong>Keywords:</strong> Homnin rice, Parboiled rice, Soaking, Drying, Anthocyanin</p> สุนัน ปานสาคร, จตุรงค์ ลังกาพินธุ์ ##submission.copyrightStatement## https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal/article/view/380 Mon, 17 Jun 2019 06:24:27 SE Asia Daylight Time สิ่งทอโยธาในงานดินสำหรับประยุกต์ในงานรางรถไฟ Different Geotextiles in Soil for Railway Construction Application https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal/article/view/420 <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p>การศึกษานี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาการนำวัสดุทางสิ่งทอไปใช้ในงานดินสำหรับนำไปประยุกต์ใช้ในระบบขนส่งทางรางรถไฟ&nbsp; ผ้าไม่ทอสามตัวอย่างเตรียมด้วยเครื่องสางใยและกระบวนการยึดติดทางกลด้วยเครื่องปักเข็ม&nbsp; ซึ่งมีน้ำหนักประมาณ 200 – 600 กรัมต่อตารางเมตร และมีความหนาประมาณ 2 – 7 มิลลิเมตร&nbsp; ผ้าไม่ทอที่มีน้ำหนักมากที่สุด คือ 609.8 กรัมต่อตารางเมตร&nbsp; และมีความหนามากที่สุด คือ 6.76 มิลลิเมตร&nbsp; มีค่าการทนต่อแรงดึงและแรงดันทะลุสูง&nbsp; แต่มีสมบัติการซึมผ่านของอากาศและน้ำต่ำ&nbsp; เมื่อนำผ้าไม่ทอทั้งสามตัวอย่างและผลิต ัณฑ์สิ่งทอโยธาไปทำการทดสอบในงานดินด้วยการทดสอบ ซี บี อาร์&nbsp; พบว่า การวางวัสดุสิ่งทอเหล่านี้ในระหว่างชั้นดิน&nbsp; ทำให้การต้านแรงกดอัดของดินมีค่าต่ำลง&nbsp; อย่างไรก็ตาม&nbsp; พบว่า&nbsp; ค่า ซี บี อาร์ ของชั้นดินที่มีการวางตัวอย่างผ้าไม่ทอที่มีน้ำหนักมากที่สุดมีค่าสูงกว่าค่า ซี บี อาร์ ของชั้นดินที่มีการวางตัวอย่างผลิต ัณฑ์สิ่งทอโยธาประมาณ 87 เปอร์เซ็นต์&nbsp; นั่นคือ&nbsp; ชั้นดินที่มีตัวอย่างผ้าไม่ทอที่มีน้ำหนักมากสุดจากงานวิจัยนี้&nbsp; สามารถทนแรงกดอัดได้มากกว่าชั้นดินที่มีผลิต ัณฑ์สิ่งทอโยธาที่ใช้งานจริง</p> <p>&nbsp;<strong>คำสำคัญ: </strong>ผ้าไม่ทอ&nbsp; แผ่นใยสังเคราะห์&nbsp; สิ่งทอเทคนิค&nbsp; สิ่งทอโยธา&nbsp; ซี บี อาร์<br><br></p> <p><strong>Abstract </strong></p> <p>This research aimed to study the use of different geotextiles in soil for railway construction application. Three nonwovens were produced by carding followed by needlepunching and then were compared to commercial geotextile. The fabric weight of three nonwovens was around 200 to 600 gram per square meter (gsm) and the thickness of them was typically 2 to 7 millimeter (mm). Nonwoven having the heaviest in fabric weight of 609.8 gsm and the thickest of 6.76 mm exhibited the highest in both of tensile strength and bursting strength but had the slightest in hydraulic properties both of air permeability and water permeability. In addition, three nonwovens and the commercial geotextile were performed in a laboratory California Bearing Ratio (CBR) test to investigate the behavior of reinforced soil with different materials. The results showed that the stress of each penetration of soil was not improved with the inclusion of each material. However, CBR value of the soil with the heaviest nonwoven were higher than that of the soil with commercial geotextile about 87%. Therefore, the introduction of the heaviest nonwoven reinforcement in soil enhanced the bearing capacity compared to the placing of commercial geotextile in soil.&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;</p> <p><strong>&nbsp;</strong><strong>Keywords:</strong> nonwoven, geosynthetics, technical textiles, geotextile, CBR</p> วิชุดา จันทร์ประภานนท์, นิธินาถ ชิตพงศ์ ##submission.copyrightStatement## https://journal.engineer.rmutt.ac.th/enjournal/index.php/enjournal/article/view/420 Mon, 17 Jun 2019 06:26:47 SE Asia Daylight Time